ขาใหญ่หลบไป : 8 อันดับทีมเจ้ายุโรปถ้วยเล็ก

 

แม้ว่าศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่แฟนบอลให้ความสนใจมากที่สุดในยุโรป แต่ว่ารายการรองลงมาอย่างยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ก็น่าติดตามไม่แพ้กัน เปลี่ยนจากยูฟ่า คัพ มาใช้ชื่อนี้อย่างเป็นทางการตั้งแต่ฤดูกาล 2009-10 เป็นต้นมา

 

ซึ่งแชมป์ยูฟ่า ยูโรป้า ลีก ปีล่าสุดก็ตกเป็นของ เชลซี ยอดทีมจากลอนดอน ที่เอาชนะอาร์เซน่อล คู่แค้นร่วมเมืองไปแบบสวยงาม 4-1 เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

 

นั่นทำให้สิงห์บลูคว้าแชมป์รายการนี้ได้เป็นสมัยที่ 2 หลังจากคว้าแชมป์ครั้งแรกไปได้ในปี 2013 และทำสถิติครองแชมป์เทียบเท่าท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ สโมสรสุดแกร่งจากอังกฤษอีกทีมด้วย

 

อย่างไรก็ตาม มีอีกหลายทีมเช่นกันที่คว้าแชมป์ทำสถิติได้เทียบเท่าทีมของเมาริซิโอ ซาร์รี่ หรืออาจจะทำได้มากกว่าพวกเขาแบบทิ้งห่างพอสมควร ซึ่งทาง UFA ARENA จะพาทุกท่านไปพบกับ 8 เจ้ายุโรปถ้วยเล็กที่คว้าแแชมป์นี้มากที่สุดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

 

 

เฟเยนูร์ด 2 สมัย (1974, 2002)

 

 

ทีมชั้นนำจากเอเรดิวิซี่ทีมนี้เคยเป็นสโมสรระดับยักษ์ใหญ่ของยุโรป เทียบเคียงกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม คู่อริร่วมลีก โดยเฟเยนูร์ดได้ประกาศศักดิ์ดาในถ้วยเล็กเมื่อปี 1974 หลังเอาชนะท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ตัวแทนจากอังกฤษด้วยสกอร์รวม 4-2 ซึ่งในยุคนั้นการแข่งขันนัดชิงยังเป็นระบบเหย้าเหยือนอยู่

 

หลังจากนั้นอีก 28 ปีผ่านไป เบิร์ต ฟาน มาร์ค ไวค์ ก็พาเฟเยนูร์ดคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพสมัยที่ 2 มาครองด้วยการเอาชนะ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 3-2 พร้อมกับปั้นดาวรุ่งที่ชื่อว่า โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ มาประดับวงการลูกหนังในเวลาต่อมา

 

 

สเปอร์ส 2 สมัย (1972, 1984)

 

 

ในฤดูกาลไก่เดือยทองจะมีโอกาสเข้าไปชิงในฟุตบอลยุโรปรายการใหญ่อย่างยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร แต่ว่าในถ้วยเล็กอย่าง ยูฟ่า คัพ นั้น สเปอร์สเคยมีโอกาสเข้าชิงถึง 2 ครั้ง พร้อมกับคว้าแชมป์มาครองได้ทั้งหมดด้วย

 

ทีมจากลอนดอนเป็นสโมสรแรกในยุโรปที่คว้าถ้วยยูฟ่า คัพ เป็นทีมแรกนับตั้งแต่เริ่มมีการแข่งขันในปี 1971-72 โดยเอาชนะคู่แข่งร่วมประเทศอย่าง วูล์ฟแฮมป์ตันไปด้วยสกอร์ร่วม 3-2 พร้อมด้วยการเซฟประตูสุดเหนี่ยวหนึบของ แพต เจนนิ่งส์

 

ส่วนในครั้งที่ 2 นั้น สเปอร์สต้องลำบากไม่แพ้ครั้งก่อนๆ เพราะพวกเขาทำได้แค่เสมอกับอันเดอร์เลชท์ทั้ง 2 เกม จนทำให้ทั้ง 2 ทีมต้องยิงจุดโทษขึ้ขาด และตัวแทนจากอังกฤษเป็นฝ่ายที่สังหารจุดโทษได้นิ่งและเด็ดขาดกว่า โดยเอาชนะไป 4-3 ในปี 1984

 

 

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 2 สมัย (1975, 1979)

 

 

หลังจากอกหักพ่ายลิเวอร์พูลในปี 1973 ในที่สุด โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ก็ได้โอกาสแก้ตัวอีกครั้งในนัดชิงปี 1975 กับ ทเวนเต้ ทีมม้ามืดจากฮอลแลนด์ แม้เกมแรกสิงห์หนุ่มทำได้แค่เสมอไป 0-0 คาบ้านของตัวเอง อย่างไรก็ตามในเกมที่สอง สิงห์หนุ่มก็บุกไปถล่มทเวนเต้ถึง 5-1 จากแฮตทริกของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส คว้าแชมป์ไปครองได้อย่างสวยงาม

 

ต่อมาในปี 1979 มึนเช่นกลัดบัคได้เข้าชิงเป็นครั้งที่ 2 โดยพบกับ เร้ดสตาร์ เบลเกรด สโมสรดังจากยูโกสลาเวีย(เซอร์เบียในปัจจุบัน) ในครั้งนี้ทีมสิงห์หนุ่มไม่มีแข้งตัวเก่งอย่าง จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่ประกาศแขวนสตั๊ดไปแล้ว แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาแต่อย่างใด เพราะทีมจากเยอรมันสามารถเอาชนะเบลเกรดไปได้ 2-1 คว้าแชมป์ยูฟ่า คัพไปเป็นสมัยที่ 2

 

 

แอตเลติโก้ มาดริด 3 สมัย (2010, 2012, 2018)

 

 

แอตเลติโก้ มาดริดเป็นอีกหนึ่งทีมที่เป็นขาประจำในรายการนี้ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และสามารถคว้าแชมป์ได้ถึง 3 ครั้งใน 8 ฤดูกาลหลังสุด โดยในปี 2010 กิเก้ ซานเชส ฟลอเรซ เป็นคนพาทีมคว้าแชมป์ยุโรปถ้วยแรกเป็นครั้งแรกในสโมสร ซึ่งเป็นปีที่ดีเอโก้ ฟอร์ลัน และ เซร์กิโอ้ อเกวโร่ ประสานงานเข้าขากันอย่างรู้ใจในแดนหน้า

 

แต่ว่าคนที่ทำให้ตราหมีกลายเป็นยอดทีมในยุโรปแบบเต็มตัวคือดีเอโก้ ซิเมโอเน่ อดีตกองกลางพันธ์ดุของทีม หลังเข้ามาปฏิวัติพาทีมคว้าแชมป์ยูโรป้า ลีก สมัยที่ 2 ในปี 2012 และ สมัยที่ 3 ในปี 2018 พร้อมกับปั้น ราดาเมล ฟัลเกา และ อองตวน กรีซมันน์ ให้เป็นดาวยิงระดับโลกได้ในรายการนี้

 

 

อินเตอร์ มิลาน 3 สมัย (1991, 1994, 1998)

 

 

ในช่วงยุค 90 ทีมงูใหญ่ตกอยู่ภายใต้ร่มเงาของคู่แข่งอย่าง เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส แบบเทียบกันไม่ติด ไม่ว่าจะเป็นในลีกหรือฟุตบอลยุโรป ถึงขั้นเกือบตกชั้นจากเซเรียอาด้วยซ้ำ แต่ว่าสิ่งที่พอจะเยี่ยวยาจิตใจของแฟนๆเนรัซซูรี่ได้คือ ความสำเร็จในฟุตบอลยูฟ่า คัพ ฤดูกาล 1991, 1994 และ 1998

 

จริงๆทีมอินเตอร์ มิลานในชุดที่คว้าแชมป์นั้นถือว่าเป็นทีมที่มีนักเตะระดับโลกอยู่ในทีมพอสมควร ไม่ว่าจะเป็น โลธาร์ มัสเธอุส, อันเดรส เบรห์เม่, เจอร์เก้น คลินส์มันน์, เดนนิส เบิร์กแคมป์, โรนัลโด้ น่าเสียดายที่พวกเขาทำให้กับทีมได้ในช่วงนั้นก็คือมีแค่ฟุตบอลยุโรปถ้วยเล็กเท่านั้น

 

 

ยูเวนตุส 3 สมัย (1977, 1990, 1993)

 

 

เบียงโคเนรี่เป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในลีกอย่างมากก็จริง โดยคว้าแชมป์เซเรียอาไปแล้ว 35 ครั้ง ซึ่งมากที่สุดในประเทศ แต่เมื่อ 30 กว่าปีที่แล้ว รายการยุโรปพวกเขายังห่างชั้นกับเอซี มิลาน คู่แข่งในประเทศอยู่พอสมควร แต่ถึงอย่างนั้น ‘อิล แทร็ป’ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ก็พายูเวนตุสคว้าแชมป์ยูฟ่า คัพในปี 1977 ได้อย่างสวยงาม

 

ช่วงปลายยุค 80 ทีมม้าลายห่างหายจากความสำเร็จไปพักใหญ่ จนกระทั่งดิโน่ ซ็อฟฟ์ อดีตนายทวารของทีมพายูเวคว้าแชมป์รายการนี้ได้ในปี 1990 จากนั้นอีก 1 ปีถัดมา ตราปัตโตนี่ก็กลับมาคุมทีมจากตูรินเป็นรอบที่ 2 พร้อมกับพาทีมคว้าถ้วยนี้อีกครั้งในปี 1993 พร้อมกับด้วยดาวดังมากมายอย่าง อันโตนิโอ้ คอนเต้, โรแบร์โต้ บัจโจ้, จานลูก้า วิอัลลี่, ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี่ หรือ แอนเจโล่ เปรุซซี่

 

 

ลิเวอร์พูล 3 สมัย (1973, 1976, 2001)

 

 

ช่วงยุคปี 70-80 หงส์แดงคือทีมอันดับต้นๆในทวีปยุโรปอย่างแท้จริง เพราะพวกเขาสามารคว้าแชมป์ถ้วยยูโรเปี้ยน ลีกมาครองได้ถึง 4 ครั้ง และถึงแม้จะพลาดถ้วยใหญ่ไป แต่ถ้วยเล็กอย่าง ยูฟ่า คัพ เร้ด แมชชิน ก็ฟาดไปนิ่มๆถึง 2 ครั้งในปี 1973 และ 1976 ที่มีเควิน คีแกน เป็นดาวเด่นประจำทีม

 

ในฟุตบอลโมเดิร์น ลิเวอร์พูลก็สามารถคว้าแชมป์รายการนี้ได้เช่นกันในปี 2001 หลังเอาชนะม้ามมืดจากสเปนอย่าง อลาเบสไปได้ในช่วงต่อเวลา 5-4 ซึ่งเป็นที่ไมเคิล โอเว่น กองหน้าตัวเก่งของทีมระเบิดฟอร์มเก่งที่สุดในชุดหงส์แดงจนคว้ารางวัลบัลลงดอร์มาครองในปีนั้นด้วย ก่อนจะย้ายไปค้าแข้งกับเรอัล มาดริด อีก 3 ปีถัดมา

 

เซบีย่า 5 สมัย (2006, 2007, 2014, 2015, 2016)

 

 

แม้ทีมอื่นในลิสต์อาจจะคว้าแชมป์รายการอื่นๆได้มากกว่าพวกเขา แต่ไม่มีทีมไหนในยุโรปที่คว้าแชมป์ ยูฟ่า คัพหรือ ยูโรป้า ลีก ไปมากกว่า เซบีย่าอีกแล้ว โดยพวกเขาเริ่มสร้างชื่อในทวีปในยุคของ ฮวนเด้ รามอส ในปี 2006 หลังเอาชนะ มิดเดิ้ลสโบรห์ไป 4-0 ก่อนที่อีกปีถัดมา มาโนโล่ ฆิมิเนซ กุนซือคนใหม่จะพาเซบีย่าป้องกันแชมป์รายการนี้ได้เป็นทีมที่ 2 ต่อจาก เรอัล มาดริด โดยยิงจุดเอาไปชนะ เอสปันญ่อล คู่แข่งจากสเปนด้วยกันไป 3-1

 

แต่ปีเซบีย่าไร้เทียนทานที่สุดในรายการนี้ก็คือ ยุคที่อูไน เอเมอรี่ เข้ามากุมบังเหียน ตั้งแต่ปี 2013 และทำให้พวกเขาเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ยูโรป้า ลีกได้ 3 ปีติดต่อกัน โดยเอาชนะจุดโทษเบนฟิก้าได้ในปี 2014, ชนะดนิโปร ดนิโปรเปตรอฟส์ค 3-2 ในปี 2015, และเอาชนะลิเวอร์พูลของ เจอร์เก้น คล็อปป์ 3-1 ในปี 2016