ก่อนจะถึง โอซิล :  การโละแข้งที่ขาดทุนแสนย่อยยับของ อาร์เซน่อล

เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ยังคงเป็นสัจธรรมของโลกมนุษย์ใบนี้  และในที่สุด ช่วงเวลาของ เมซุต โอซิล จอมทัพชาวเยอรมนี กับ “ไอ้ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล ก็ถึงครายุติอย่างเป็นทางการเสียที หลังอดีตดาวเตะแชมป์โลก ตัดสินใจเลือกเส้นทางใหม่กับ เฟเนห์บาเช่ อดีตทีมรักของเขาในสมัยวัยเด็กที่ดินแดน ตุรกี 

 

 

 

ตลอดช่วงเวลากว่า 7 ฤดูกาลที่ผ่านมา “เดอะคิงออฟแอสซิสต์” ที่ย้ายมาจาก เรอัล มาดริด ด้วยค่าตัวสถิติสโมสรในเวลานั้นถึง 42 ล้านปอนด์ ฝากผลงานให้กับทีมเอาไว้อย่างมากมาย ก่อนที่เขาจะต้องเผชิญหน้ากับปัญหาฟอร์มตก รวมไปถึงเรื่องการเมืองที่เจ้าตัว โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรม วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลจีน เกี่ยวกับการกดขี่ชาวมุสลิมอุยกูร์ในประเทศ  จนทำให้สโมสรตัดสินใจตัดหางเขาออกจากทีมตั้งแต่ช่วงต้นปีที่แล้ว พร้อมกับแบกรับค่าเหนื่อย 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นค่าเหนื่อยสูงที่สุดของสโมสรเอาไว้แบบไร้ประโยชน์สุดๆ

 

 

นอกจากนี้สดๆร้อนๆกับการที่ “ไอ้ปืนใหญ่” ยกเลิกสัญญา โซคราติส ปาปาสตาโธปูลอส ปราการหลังทีมชาติกรีซ   ที่ย้ายมาจาก โบรุสเซียร์ ดอร์ทมุนด์ ด้วยค่าตัว 18 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2018 และนั่นทำให้สโมสรไม่ได้เงินกลับมาแม้แต่เพนนีเดียวจากแข้งทั้งสองราย

 

 

แท้จริงแล้วตลอดช่วงระยะเวลาหลายปีหลังสุด “ไอ้ปืนใหญ่” นั้นต้องเสียนักเตะแบบไม่ได้เงินค่าตัวกลับมามากมาย ทั้งที่พวกเขาทุ่มเงินซื้อแข้งเหล่านี้มาเสริมทัพด้วยจำนวนมหาศาล และหากนับจนถึงเวลานี้ ก็เป็นเงินกว่า 160 ล้านปอนด์ไปแล้ว

 

 

ซึ่งดูเหมือนว่าเรื่องนี้อาจจะเป็นการขาดทุนย่อยยับสำหรับสโมสร แต่การปล่อยตัวนักเตะแบบไม่ได้เงินกลับคืนมาเช่นนี้ ก็อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับ อาร์เซน่อล เช่นกัน เพราะนั่นจะทำให้พวกเขาไม่ต้องแบกรับค่าเหนื่อยมหาศาลเอาไว้     เพราะโดยเฉลี่ยแล้ว พวกเขาต้องจ่ายค่าเหนื่อยให้กับแข้งในทีมชุดใหญ่เป็นมูลค่าสูงถึง 230 ล้านปอนด์ต่อปีเลยทีเดียว

 

 

                วันนี้เราจะพาไปดูว่ามีใครกันบ้างที่ทีมต้องเสียไปแบบไร้ค่าตัวลองไปดูกัน

 

 

 

อเล็กซิส ซานเชส (มูลค่าทางการตลาด 60 ล้านปอนด์)

 

ดาวเตะทีมชาติ ชิลี ย้ายจาก บาร์เซโลน่า มาด้วยค่าตัวมหาศาลถึง 35 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2014 และกลายเป็นคีย์แมนของทัพ ไอ้ปืนใหญ่ อย่างแท้จริงตลอด 3 ฤดูกาลที่ค้าแข้ง ด้วยการทำไปถึง 25 ,17 และ 30 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ เอฟเอ คัพ 2 สมัย บวกกับเป็นแข้งยอดเยี่ยมประจำฤดูกาลของสโมสรอีก 2 ครั้ง

 

อย่างไรก็ตาม อาร์เซน่อล นั้นเริ่มเห็นสัญญานว่า  อเล็กซิส  นั้นเริ่มไม่ทุ่มเทให้กับสโมสรเท่าที่ควร หลังจากที่เขาเหลือสัญญากับทีมเป็นปีสุดท้าย นั่นทำให้ทีมไม่มีทางเลือกหากไม่อยากเสียไปแบบฟรีๆ ทำให้ตัดสินใจปล่อยเขาให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2018  พร้อมกับได้ เฮนริค มคิทาร์ยาน มาเป็นการแลกเปลี่ยนทดแทน 

 

 

 

อารอน แรมซีย์  (มูลค่าทางการตลาด 36 ล้านปอนด์ )

 

แรมซีย์ คือแข้งแห่งอนาคตของ ไอ้ปืนใหญ่ ในเวลานั้นอย่างแท้จริงหลังดาวเตะเวลส์ ย้ายจากคาร์ดิฟฟ์ มาด้วยค่าตัวเพียง 5 ล้านปอนด์เท่านั้น ก่อนที่เขาจะลงสนามให้กับทีมกว่า 11 ฤดูกาล เป็นจำนวน 369 เกม พร้อมกับก้าวขึ้นมาเป็นแกนหลักของทีมได้หลายต่อหลายหน

 

และก็เหมือนเดิม คือเมื่อเข้าสู่ปีสุดท้ายของสัญญา เจ้าตัวนั้นตัดสินใจที่จะไม่ต่อมันออกไป และเขาก็ได้ย้ายไปร่วมทัพ ยูเวนตุส พร้อมรับค่าเหนื่อยมหาศาลถึง 400,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และกลายเป็นแข้งในสหราชอาณาจักรที่รับรายได้มากที่สุดตลอดกาลจนถึงเวลานี้

 

 

 

 

ซานติ กาซอร์ล่า (มูลค่าทางการตลาด 10 ล้านปอนด์ )

 

กองกลางตัวกลั่นทีมชาติสเปน ย้ายจาก บีญาร์เรอัล มาร่วมทัพ อาร์เซน่อล ด้วยค่าตัว 10 ล้านปอนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ 2012 และเขาก็ค่อยๆขยับขึ้นมากลายเป็นแข้งคีย์แมนของทีม เรียกว่าหาตัวจับยากเอามากๆสำหรับนักเตะอย่าง กาซอร์ล่า

 

แต่แล้วเขาต้องโชคร้ายอย่างหนัก หลายต่อหลายครั้ง เมื่อได้รับอาการบาดเจ็บเล่นงานอย่างต่อเนื่อง และต้องเข้ารับการผ่าตัด ซึ่งทีมก็พร้อมแบกรับค่าเหนื่อยของดาวเตะสแปนิชรายนี้เอาไว้โดยตลอด จนกระทั่งเจ้าตัวหายดี แต่ด้วยวัยที่มากขึ้นถึง 32 ปี ทำให้อาร์เซน่อล ตัดสินใจไม่ต่อสัญญาฉบับใหม่กับเขา ก่อนจะปล่อยให้ย้ายกลับไป บีญาร์เรอัล ทีมเก่า ซึ่งเจ้าตัวก็ทำผลงานได้ดีถึงขนาดกลับไปติดทีมชาติสเปน อีกครั้งได้สำเร็จเลย

 

 

 

 

 

ชโครดาน มุสตาฟี่ (มูลค่าทางการตลาด 20 ล้านปอนด์)

 

ปราการหลังทีมชาติเยอรมนี ย้ายจาก บาเลนเซีย เพื่อเข้ามาอุดรอยรั่วในเกมรับของทีมด้วยค่าตัวถึง 35 ล้านปอนด์ เมื่อปี 2016 และกลายเป็นกองหลังที่ค่าตัวแพงที่สุดของสโฒสรไปโดยปริยาย และแม้ว่าในยุคของ อาร์แซน เวนเกอร์ มุสตาฟี่ นั้นจะได้เป็นตัวจริงอยู่บ่อนครั้ง

 

แต่หลังจากนั้นเขาก็แทบจะหลุดออกจากทีมภายใต้การคุมทีมของ อูไน เอเมรี่ ตลอดมาจนถึง มิเกล อาร์เตต้า ซึ่งแม้ฤดูกาลนี้ดาวเตะวัย 29 ปี จะได้เล่นในถ้วยยูโรป้า ลีกบ้าง แต่ด้วยสัญญาของเขาที่กำลังจะหมดลงในช่วงซัมเมอร์ นี้ นั่นจึงทำให้คาดว่าจะเป็นอีกครั้งที่เขาถูกปล่อยออกจากทีมไปแบบไร้ค่าตัว  เพราะถึงเวลานี้ตลาดหน้าหนาวกำลังจะปิดลง ก็ยังไม่มีใครยื่นข้อเสนอขอซื้อตัวเขาไปร่วมทัพแม้แต่ทีมเดียว

 

 

 

 

แดนนี่ เวลเบ็ค (มูลค่าทางการตลาด ประเมินไม่ได้)

 

แข้งมหาเทพ ย้ายจาก แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มาร่วมทัพ อาร์เซน่อล เมื่อปี 2014 ด้วยมูลค่าสูงถึง 16 ล้านปอนด์ ท่ามกลางความหวังของ เวนเกอร์ ที่อาจจะเห็นร่างทรงของ เธียร์รี่ อองรี อยู่ในตัวเขา  แต่แล้วสิ่งที่ทุกคนคาดคิดก็เกิดขึ้นเมื่อ เวลเบ็ค นั้นต้องเจอปัญหาอาการบาดเจ็บเล่นงานอยู่ตลอดเวลา เหมือนสมัยที่เขาค้าแข้งกับ ปีศาจแดง นั่นทำให้โอกาสลงสนามไม่มากเท่าที่ควร และยิงไปเพียง 32 ประตูจาก 126 นัดเท่านั้น

 

และด้วยสัญญาของเขาที่กำลังจะหมดลงในปี 2019 และสโมสรตัดสินใจที่จะไม่ต่อสัญญาเขาออกไป นั่นทำให้ ดาวเตะทีมชาติอังกฤษ ได้ยา้ยไปร่วมทัพ วัตฟอร์ด แบบไร้ค่าตัว ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเคยมี ไบรท์ตัน ที่พร้อมทุ่ม 10 ล้านปอนด์ เพื่อซื้อตัวเขาไปร่วมทัพ แต่บอร์ดบริหารไอ้ปืนใหญ่ ที่คิดช้าทำช้า ทำให้ชวดเงินจำนวนดังกล่าวไป

 

 

แจ็ค วิลเชียร์ (มูลค่าทางการตลาด 35 ล้านปอนด์)

 

หนึ่งในแข้งที่น่าเสียดายพรสวรรค์มากที่สุดคนหนึ่งของสโมสร  วิลเชียร์ อยู่กับอคาเดมี่ของทีมมาตั้งแต่อายุ 9 ปี ก่อนจะก้าวขึ้นมาอยู่ในทีมชุดใหญ่เต็มตัวได้สำเร็จ ท่ามกลางฟอร์มการเล่นที่ทุกคนมองว่ามีโอกาสที่เขาจะเป็นหนึ่งในแกนหลักของทีม รวมไปถึงยังเป็นว่าที่กัปตันของสโมสนด้วย

 

แต่แล้วด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบ่อยเอามากๆ ทำให้ วิลเชียร์ ไม่สามารถแสดงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ จนในที่สุดเมื่อเข้าสู่ปีสุดท้ายของสัญญา อาร์เซน่อล ตัดสินใจไม่ขยายมันออกไป และทำให้ ดาวเตะวัย 27 ปี ได้ย้ายไปร่วมทัพ  เวสต์แฮม แบบไร้ค่าตัวในเวลานั้น

 

 

 

                                                                DaboyG