ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านหลายคนคงเสพข่าวเกี่ยวกับการเเข่งขันรายการใหม่หรือยูโรเปี้ยนส์ ซูเปอร์ลีก ซึ่งเป็นเเนวคิดที่จะนำ 15 ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาร่วมเเข่งกันเป็นลีกโดยไม่มีทีมเล็กๆหรือพวกไม้ประดับ

 

ผลตอบเเทนก็คือเม็ดเงินมหาศาลที่จะหลั่งไหลเข้าสู่ 12 ทีมนั้นเเต่ปัญหาก็คือมันเป็นการเเข่งขันที่ไม่ได้รับการรับรองจากยูฟ่าหรือฟีฟ่าทำให้เกิดเป็นกระเเสต่อต้านเพราะนอกจากจะถูกมองเป็นรายการ

 

เถื่อนมันยังไม่ส่งผลดีกับทีมเล็กๆ รวมถึงมนต์เสน่ห์ของฟุตบอลก็จะหายไปด้วยเพราะจะไม่มีการตกชั้น ความตื่นเต้นก็จะหายไป นั้นทำให้เเฟนบอลจำนวนมากไม่พอใจรวมถึงคนในวงการบางคนก็พยายามกดดันให้การเเข่งขันรายการนี้ไม่เกิดขึ้น จนสุดท้ายหลายทีมค่อยๆประกาศถอนตัวออกไป

 

วันนี้ Ufa Arena จึงรวบรวม 7 บุคคลสำคัญที่ช่วยกันกดดันจนการเเข่งขันรายการนี้กำลังจะล้มไม่เป็นท่า 

 

 

เเฟนบอล 

 

“ไม่มีเเฟนบอลมันก็ไร้ความหมาย” นั้นคือคำพูดที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยบอกไว้ตอนที่มีเหตุการณ์ห้ามเเฟนบอลเข้าสนามเนื่องจากเหตุโควิด-19 นั้นเเสดงให้เห็นว่าเเฟนบอลสำคัญมากขนาดไหน 

 

เหตุการณ์นี้เป็นครั้งที่เเฟนบอลไม่เเบ่งพรรคเเบ่งพวกรวมใจกันต่อต้านเจ้าของทีมของตัวเองที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเข้าร่วมเเข่งขันรายการใหม่ทั้งการกดดันผ่านโซเชียลเเละการรวมตัวประท้วง นั่นทำให้ทีมต่างๆต้องยอมถอยหลังโดยเร็ว 

 

เเม้ว่าจะเป็นชัยชนะของเเฟนบอลเเต่เเผลที่เกิดจากเหตุการณ์นี้ไม่อาจจบง่ายๆ เเฟนบอลบางทีมยังคงเดินหน้าไล่เจ้าของทีมอย่างเเมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดที่ไม่ชอบเจ้าของทีมอย่าง “ตระกูลเกลเซอร์” เป็นทุนเดิมอยู่เเล้ว 

 

 

เจมี่ คาร์ราเกอร์-แกรี่ เนวิลล์

 

จาก 2 นักเตะฝีเท้าดีสู่กูรูฝีปากกล้าทั้ง เจมี่ คาร์ราเกอร์ เเละ แกรี่ เนวิลล์ หลังเเขวนสตั๊ดเเล้วผันตัวมาเป็นนักวิเคราะห์วิจารณ์ทั้งคู่มักจะมีบทบาทในกระเเสข่าวช่วงนั้นอย่างมาก 

 

เนวิลล์ออกมาสับเละโดยเฉพาะ 6 ทีมพรีเมียร์ ลีก “ผมเป็นเเฟนบอลเเมนยูมา 40 ปี นี้เป็นครั้งเเรกที่ผมรังเกียจเเมนยูรวมถึงลิเวอร์พูลด้วย” ซึ่งการพูดเเบบโผงผางสร้างแรงบันดาลใจให้คาร์ราเกอร์กล้าเปิดใจพูดถึงเรื่องเเบบดุเด็ดไม่เเพ้กัน “ถ้าผมเป็นเจ้าของทีมลิเวอร์พูลผลจะคิดให้เยอะกว่านี้ เพราะเเฟนบอลคงไม่ต้องการเเละถ้าเขาเดินหน้าต่อไปเขาอาจจะเป็นฝ่ายออกไป”

 

 

บาเยิร์น มิวนิค-โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์-ปารีส แซงต์-แชร์กแมง

 

เเรกเริ่มเดิมทีซูเปอร์ลีกวางไว้ให้มี 15 ทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปลงเเข่งเเต่มี 3 ทีมที่ไม่เห็นด้วยตั้งเเต่เเรกนั้นคือ บาเยิร์น มิวนิค กับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ 2 ยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน เเละ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ในฝรั่งเศส

 

โดยเฉพาะสองทีมจากเมืองเบียร์ที่นอกจากจะไม่เอาด้วยเเล้วนั้นพวกเขายังต่อต้านเเบบสุดกำลังเเละประกาศว่าไม่ว่ายังไงจะไม่เข้าร่วมการเเข่งขันที่น่ารังเกียจเเบบนี้อย่างเเน่นอน 

 

ศึกซูเปอร์ลีกถูกมองว่าจะเป็นตัวทำลายศึกยูฟ่า เเชมเปี้ยนส์ ลีก รายการใหญ่ที่สุดในระดับสโมสรของยูฟ่า เเต่ถ้ารายการใหม่ไม่มี 2 ทีมที่เข้าชิง เเชมเปี้ยนส์ ลีก มันยังจะเป็นรายการใหญ่ได้ยังไง? 

 

 

ลีดส์ ยูไนเต็ด 

 

ยูงทองเป็นทีมเเรกๆที่ออกมาเคลื่อนไหวหลังรู้เรื่องการจัดศึกซูเปอร์ลีก โดยพวกเขาจัดทำเสื้อที่สกรีนประโยคว่า “ฟุตบอลเป็นของเเฟนๆ” ลงวอร์มในเกมลีกที่เสมอกับลิเวอร์พูล 1-1

 

นอกจากนั้นพวกเขายังทำเเสบด้วยการนำเสื้อตัวดังกล่าวไปวางไว้ในห้องพักของลิเวอร์พูลซึ่งตอนนั้นเป็นหนึ่งในทีมที่ตอบรับเข้าเเข่งขัน 

 

เเฟนบอลจำนวนมากเดินทางมาที่หน้าสนามเอลแลนด์ โรดเพื่อประท้วง 6 ทีมพรีเมียร์ ลีกที่เข้าร่วมเป็นหนึ่งกระเเสที่กระตุ้นให้เเฟนบอลทีมอื่นๆเริ่มเปิดฉากโจมตีทีมของตัวเอง 

 

 

เจมส์ มิลเนอร์

 

เเม้ อันเดร เอร์เรร่า จะเป็นเเข้งรายเเรกที่เเสดงความไม่เห็นด้วยกับการจัดซูเปอร์ลีกเเต่นั้นเป็นความเห็นที่ไปในทิศทางเดียวกับสโมสรจึงไม่ใช่เรื่องเเปลกอะไร 

 

มิลเนอร์เป็นถึงรองกัปตันทีมลิเวอร์พูลเเต่เขาเลือกที่จะเเสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าไม่เอารายการซูเปอร์ลีกเเม้ว่าต้นสังกัดของเขาจะเป็นหนึ่งใน 12 ทีมที่กำลังจะเข้าร่วมการเเข่งขันก็ตาม นั้นเป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้สโมสรหงส์เเดงต้องคิดทบทวนสิ่งที่พวกเขากำลังทำ 

 

 

เป๊ป กวาร์ดิโอล่า 

 

นายใหญ่สเปนเป็นกุนซือคนเเรกที่กล้าท้าทายการตัดสินใจของเจ้าของทีมด้วยการวิจารณ์ศึกซูเปอร์ลีกว่า “มันไม่ใช่กีฬา การเเข่งขันที่มีเเต่ประสบความสำเร็จ มันไม่ใช่ฟุตบอล”

 

ข้อความดังกล่าวเป็นตัวบ่งบอกความชัดเจนของอำนาจที่เหนือกว่าเจ้าของทีมเเละมันก็ไปกระตุ้นความโกรธเคืองให้กับเเฟนบอลบางคนที่ยังไม่กล้าจนลุกฮือขึ้นมาต่อต้านสโมสร

 

กวาร์ดิโอล่าปฏิวัติวงการฟุตบอลในอังกฤษในช่วงครึ่งทศวรรษที่ผ่านมาและเขาก็เพิ่งก้าวไปอีกขั้นเพื่อช่วยรักษามันด้วยเช่นกัน

 

 

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน

 

ช่วงเเรกที่ เฮนเดอร์สัน เข้ามารับหน้าที่กัปตันทีมเเทน สตีเว่น เจอร์ราร์ด เขาถูกวิจารณ์ไม่น้อยว่าไม่เหมาะสมเเต่หลังจากนั้นเขาพัฒนาตัวเองเป็นกัปตันทีมหงส์เเดงคนเเรกที่ได้ชูถ้วยพรีเมียร์ลีกรวมถึงเเชมป์เปี้ยนส์ ลีก 

 

นอกจากนั้นนอกสนามเขาก็ทำตัวได้สมกับการเป็นผู้นำ ก่อนหน้านี้ออกมาเคลียร์ปัญหาในทีมชาติระหว่าง ราฮีม สเตอร์ลิ่งกับโจ โกเมซ เเละล่าสุดเขาก็เป็นโต้โผในการเรียกประชุมกัปตันทีมของทุกสโมสรในพรีเมียร์ ลีกถึงปัญหาการเข้าร่วมซูเปอร์ลีกซึ่งเป็นการกระทำที่ได้รับการยกย่องจากหลายฝ่ายอย่าง แกรี่ เนวิลล์หรือเเกรี่ ลินิเกอร์