มีดีแค่ชี้นิ้ว : 10 กุนซือสุดห่วยในเกมทีมชาติ

กุนซือ

งานถือเป็นสิ่งที่ทุกคนควรรับผิดชอบและทำให้ได้ตามที่ได้รับมอบหมาย และระดับความรับผิดชอบจะสูงขึ้นไปอีก หากใครคนนั้นได้ทำหน้าที่ที่เหมือนเป็นตัวแทนของคนทั้งชาติ อย่างเช่นตำแหน่งกุนซือของวงการฟุตบอล

เป้าหมายหลักของงานคุมทีมชาติคือต้องพาทีมเข้าไปเล่นในรายการสำคัญให้ได้ หรือในกรณีที่เป็นชาติที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านนี้ ก็จำเป็นต้องเดินคว้าแชมป์ในบั้นปลายทัวร์นาเม้นต์ให้ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การก้าวเข้ามาทำหน้านี้ของแต่ละคนก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะเหมาะสมหรือมีความสามารถมากมายอย่างที่ควร กลับกันมีกุนซือไม่น้อยที่ล้มเหลวแบบสิ้นเชิงกับการคุมทีมชาติจนถูกสื่อและแฟนบอลรุมสับไม่เหลือชิ้นดี เนื่องจากผลงานที่ตกต่ำ หรือล้มเหลวเกินให้อภัย

UFA ARENA จึงขอเสนอ 10 กุนซือสุดห่วยในเกมทีมชาติที่น่าจะมีดีแต่เรื่องชี้นิ้วสั่งเหมือนรัฐมนตรีบางประเทศ แต่ไม่เคยสร้างผลงานเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเลยแม้แต่อย่างเดียว

 

เรย์มงด์ โดเมเน็ค

Ex-France boss Raymond Domenech says he's interested in managing Ireland

เรย์มงด์ โดเมเน็ค ทำผลงานได้เหลือเชื่อด้วยการพาฝรั่งเศสไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศในฟุตบอลโลกปี 2006 ที่กรุงเบอร์ลิน ทั้งๆที่ไม่มีใครคาดหวังว่ากุนซืออย่างเขาจะทำได้เลยก็ตาม ก่อนทัวร์เนเม้นต์เริ่ม

อย่างไรก็ตาม กุนซือนักดูดาว กลับไม่สามารถดึงศักยภาพของทัพ ‘ตราไก่’ สายเลือดใหม่ออกมาได้เลยจาก 2 ทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ในรอบ 4 ปีหลังจากนั้น ด้วยการตกรอบแบ่งกลุ่มของยูโร 2008 และหนักที่คือฟุตบอลโลกปี 2010 กับปัญหาภายในแคมป์ทีมชาติ

มากไปกว่านั้น โดเมเน็ค ยังมีปัญหาในการคุมนักเตะในทีม ทั้งเรื่อง โยฮันน์ กูร์กคุฟฟ์ ที่ถูกเพื่อนร่วมทีมเมินไม่ส่งบอลให้ หรือ โดน นิโคลาส์ อเนลก้า วิจารณ์วิธีการคุมทีมโต้งๆผ่านสื่อ จนถูกส่งตัวกลับบ้าน ซึ่งเกิดการประท้วงของแข้ง ‘เลอ เบลอส์’ ในแคมป์บอลโลก และส่งผลให้ตกรอบด้วยอันดับสุดท้ายในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกที่แอฟริกาใต้

 

ฟาบิโอ คาเปลโล่

Fabio Capello backs Manchester City to finish the job against Real Madrid - Independent.ie

นี่เป็นตัวอย่างของกุนซือที่ทำได้ยอดเยี่ยมในระดับสโมสร และไม่สามารถทำแบบเดียวกันได้ในการคุมทีมชาติ กับกรณีของ ฟาบิโอ คาเปลโล่ ที่ได้รับความหวังสูงกับการรับตำแหน่งนายใหญ่ทีมชาติอังกฤษในปี 2008

ดีกรีของ ดอน ฟาบิโอ แสดงให้เห็นแล้วว่าเขาคือของจริง ทั้งการพาเรอัล มาดริด คว้าแชมป์ลาลีก้าในปี 2007 หรือแชมป์เซเรียอา กับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ เอซี มิลาน อย่างไรก็ตาม เมื่อ ‘สิงโตคำราม’ ผ่านเข้าไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายในปี 2010 กลับทำผลงานได้ต่ำกว่าความคาดหวังอย่างมาก 

แม้ต้องเจอกับคู่แข่งงานเบาในรอบแบ่งกลุ่มอย่าง สหรัฐอเมริกา, สโลวาเนีย และ แอลจีเรีย คาเปลโล่ เกือบเอาตัวไม่รอด ชนะเพียงนัดเดียวจาก 3 เกม และถึงคว้าอันดับ 2 ไปเล่นรอบน็อคเอ้าท์ได้ ก็จบลงด้วยการโดน เยอรมัน ไล่ถลุงแบบหมดสภาพ 4-1 ในรอบ 16 ทีมสุดท้าย

กุนซือชาวอิตาเลี่ยน ลาตำแหน่งในทีม ทรี ไลออนส์ หลังมีปัญหากับสมาคม และรับงานคุม รัสเซีย ในปี 2012 แต่ก็พา หมีขาวไปไกลแค่รอบแบ่งกลุ่มในฟุตบอลโลกปี 2014 ก่อนถูกปลดในปี 2015 และไม่เคยกลับไปรับงานคุมชาติไหนอีกเลย

 

มาร์โก ฟาน บาสเท่น

EK 2008: 'Uitslagen Oranje indrukwekkend, maar geven ook vertekend beeld' | NOS

ถึงขึ้นชื่อว่าเป็นตำนานในทีมชาติ เนเธอร์แลนด์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า มาร์โก ฟาน บาสเท่น จะเป็นผู้จัดการทีมที่ดีได้เช่นกัน และเห็นได้ชัดเจนจากการคุมทีมชาติบ้านเกิดระหว่างปี 2004-2008

เจ้าของฉายา ‘เพชฆาตพรายกระซิบ’ คุมทัพ ‘อัศวินสีส้ม’ ด้วยฟอร์มการเล่นขึ้นๆลงๆ แถมผลลัพธ์ก็ไม่เป็นไปตามที่หวังอีก หลังคว้าอันดับ 2 ในรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกปี 2006 จนต้องไปดวลกับ โปรตุเกส ในรอบน็อคเอ้าท์และจอดป้ายแค่รอบ 16 ทีมสุดท้าย อีกทั้งยังถูกวิจารณ์กับการเลือกใช้ เดิร์ค เค้าท์ ที่ยิงประตูในทัวร์นาเม้นนั้นไม่ได้เลย แทนที่ รุด ฟาน นิสเตลรอย หอกเบอร์หนึ่งของทีม

ในยูโร 2008 ‘ออรันเย่’ ในมือของ ฟาน บาสเท่น ดูดีขึ้น ด้วยการไล่อัดทั้งอิตาลี, ฝรั่งเศส และ โรมาเนีย พร้อมกดไปถึง 9 ประตูในรอบแบ่งกลุ่ม ทว่ากลับโดน ม้ามืดอย่าง รัสเซีย ตบคว่ำ 3-1 ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายช่วงต่อเวลาพิเศษ และกลายเป็นนัดสุดท้ายของ ฟาน บาสเท่น ในการคุมทีมชาติไปโดยปริยาย

 

ดีเอโก้ มาราโดน่า

Diego Maradona Reveals the Shooting Advice He Gave to Lionel Messi at 2010 World Cup - Sports Illustrated

ตำนานของ อาร์เจนติน่า อย่าง ดีเอโก้ มาราโดน่า ตกลงเข้ามารับงานคุมทีมชาติในปี 2008 แต่แววล้มเหลวก็เริ่มแสดงให้เห็นหลังผ่านไป 1 ปี กับการเก็บได้เพียงแต้มเดียวในฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก

‘เสือเตี้ย’ ยังมีดวงอยู่บ้าง ด้วยการเอาชนะ 2 นัดสุดท้าย คว้าตั๋วไปลุยรอบสุดท้ายได้ พร้อม ปิดปากเสียงวิจารณ์จากสื่อได้ระยะหนึ่ง ด้วยการทำผลงานแจ่มรอบแบ่งกลุ่ม เอาชนะ เกาหลีใต้, กรีซ และ ไนจีเรีย รวมถึงรอบ  16 ทีมสุดท้ายกับ เม็กซิโก ด้วย

อย่างไรก็ตาม จุดอ่อนของทีม ฟ้าขาว ก็เผยออกมาให้เห็นชัดเจน เมื่อต้องดวลกับ เยอรมัน ในรอบ 8 ทีมสุดท้าย ก่อนโดนอัดแบบหมดสภาพ 4-0 เป็นเหตุให้ มาราโดน่า โดนวิจารณ์อีกชุดใหญ่ที่ไม่ยอมเรียก ฮาเวียร์ ซาเน็ตติ แต่ดันใช้ โจนาส กูเตียร์เรซ กับ นิโคลาส โอตาเมนดี้ ไปเล่นแบ็คขวาแทน และลาทีมไปหลังจบทัวร์นาเม้นต์นั้น

 

โรแบร์โต้ โดนาโดนี่

Donadoni must go - Eurosport

การรับช่วงต่อจาก มาร์เซโล่ ลิปปี้ ที่พาอิตาลีคว้าแชมป์โลกในปี 2006 ย่อมไม่ใช่งานง่ายอยู่แล้ว เพียงแต่ โรแบร์โต้ โดนาโดนี่ กลับทำทีมชุดดังกล่าวให้ตกต่ำอย่างที่ไม่ควรจะเป็นในอีก 2 ปีต่อมา

อดีตกองกลางเอซี มิลาน กระเสือกกระสนจนพา ‘อัซซูรี่’ ผ่านเข้าไปเล่นศึกยูโร 2008 รอบสุดท้ายได้สำเร็จ แต่นั่นกลับกลายเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่แฟนบอลอิตาลีอยากลืมมากที่สุดเช่นกัน

ความพ่ายแพ้ต่อ เนเธอร์แลนด์ 3-0 ทำให้ อิตาลี ปราชัยยับเยินมากสุดในรอบ 25 ปี อีกทั้งยังทำได้แค่เสมอกับ โรมาเนีย และถึงเอาชนะ ฝรั่งเศส จนผ่านไปเล่นรอบน็อคเอ้าท์ได้ ก็พ่ายให้กับ สเปน ว่าที่แชมป์ในช่วงดวลจุดโทษชี้ขาด ไม่แปลกที่ โดนาโดนี่  จะโดนยกเลิกสัญญาทันทีหลังไม่สามารถรักษามาตรฐานของทีมแชมป์โลกไว้ได้

 

แบร์ตี้ โฟกส์

Ex-Scotland boss Bertie Vogts pleads with Uefa to postpone Euro 2020 again

จริงๆ ผลงานการคุมทีมชาติของ แบร์ตี้ โฟกส์ ไม่ได้แย่เลย หลังพา เยอรมัน คว้าแชมป์ยูโร 1996 ได้อย่างยอดเยี่ยม ทว่านั่นกลับกลายเป็นจุดสูงสุดของเขาในงานคุมทีมชาติ และดิ่งลงเรื่อยมานับตั้งแต่ตอนนั้น

การที่ไม่สามารถพา สกอตแลนด์ ลุยยูโร 2004 และ ฟุตบอลโลกปี 2006 ทำให้ตำนานแข้ง โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ถูกสื่อวิสกี้วิจารณ์ยับ และทำอันดับลงไปรั้งที่ 88 ในฟีฟ่า แรงค์กิ้งท ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของทีม

ถึงย้ายไปรับงานกับ ไนจีเรีย ก็ยังไม่ดีขึ้น เมื่อ โฟกส์ พา ‘อินทรีมรกต’ ตกรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพส์ ซึ่งถือเป็นผลงานที่ย่ำแย่ที่สุดในรายการนี้ของทีมนับตังแต่ปี 1982 และที่แย่กว่านั้นคือพ่ายให้กับ กาน่า ที่เหลือนักเตะเพียง 10 คนในเกมนัดดังกล่าว

 

โจวานนี่ ตราปัตโตนี่

Widespread approval for Trapattoni

เช่นเดียวกับ คาเปลโล่ โจวานนี่ ตราปัตโตนี่ ก็เป็นกุนซืออีกคนที่ประสบความสำเร็จกับการคุมทีมระดับสโมสรมากมาย ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้เขาได้โอกาสคุมทีมชาติครั้งแรก แต่กลับทำผลงานได้น่าผิดหวัง

‘อิล แทรป’ เข้ามารับงานคุม อิตาลี ทีมชาติบ้านเกิด ระหว่างปี 2002-2004 แต่ไม่สามารถทำผลงานได้อย่างที่ควรจะเป็นเลย ทั้งๆที่ทีมเต็มไปด้วยยอดแข้งฝีเท้าเยี่ยมมากมาย

ฟุตบอลโลกปี 2002 อัซซูรี่ อาจพบกับความอัปยศจากการตัดสินสุดค้านสายตาจนทำให้พ่าย เกาหลีใต้ เจ้าภาพในรอบ 16 ทีมสุดท้าย แต่ผลงานโดยรวมก็ห่างไกลจากคำกว่า ‘ยอดเยี่ยม’ เพราะชนะแค่เกมเดียวจาก 4 นัด ขณะที่ ยูโร 2004 ก็พลิกล็อกตกรอบแบ่งกลุ่มจากลูกได้เสียที่แย่กว่า สวีเดน และ เดนมาร์ก 

 

เควิน คีแกน

On this day in 2000: Kevin Keegan resigns as England boss after Germany defeat | Shropshire Star

เควิน คีแกน กลายเป็นตัวเลือกเบอร์ต้นๆของทีมชาติอังกฤษ หลังจากที่เขาแสดงผลงานให้เห็นในการยกระดับ นิวคาสเซิล ให้กลายเป็นทีมลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกเต็มตัวในยุค 90

ในยูโร 2000 ‘สิงโตคำราม’ ในมือ คีแกน ก็ดูไปได้สวยในนัดแรก ด้วยการนำ โปรตุเกส ถึง 2-0 ตั้งแต่ 17 นาทีแรก อย่างไรก็ตาม พวกเขากลับเจอทีเด็ดของ  หลุยส์ ฟิโก้ จนพ่ายไปแบบสุดช็อก 3-2 และแก้ตัวด้วยการเฉือน เยอรมัน 1-0 ในเกมต่อมา แต่สุดท้ายก็ตกรอบด้วยการพลิกล็อกพ่าย โรมาเนีย 3-2

คีแกน คุมทีมอังกฤษอีกช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก่อนตัดสินใจลาออก หลังเกมพ่าย อินทรีเหล็ก 1-0 ในศึกฟุตบอลโลก 2002 รอบคัดเลือก ปีเดียวกัน พร้อมกับทำสถิติเป็นกุนซือทีมชาติอังกฤษที่มีสถิติชนะแย่ที่สุด ด้วยการชนะแค่ 4 จาก 11 นัดในรอบสุดท้าย และหลังจากนั้นอีก 10 ปีต่อมา อดีตแข้ง ลิเวอร์พูล ถึงยอมรับว่าเขาไม่เหมาะกับงานคุมทีมบ้านเกิดจริงๆ

 

สตีฟ แม็คคลาเรน

Factbox: Steve McClaren - Eurosport

ขณะที่ เควิน คีแกน เป็นกุนซือที่มีสถิติคว้าชัยแย่สุดในทีมชาติอังกฤษ แต่อย่างน้อยเขาก็พาทีมผ่านเข้าไปเล่นยูโรรอบสุดท้ายในปี 2000 แตกต่างจาก สตีฟ แม็คคลาเรน

นอกจากทำผลงานได้ย่ำแย่ในหลายๆเกมจนทำให้ โอกาสลุย ยูโร 2008 เลือนรางลงไปเรื่อยๆ ‘สิงโตคำราม’ ในยุคของ ‘บิ๊กแม็ค’ ยังทิ้งโอกาสที่ 2 ของพวกเขาเองด้วยการพ่าย โครเอเชีย 3-2 ในรอบเพลย์ออฟ 

ผลลัพธ์นั้นทำให้แข้งทีมชาติอังกฤษ ต้องดูศึกยูโร 2008 ที่บ้านของตัวเอง และทำให้ แม็คคลาเรน เป็นกุนซืออังกฤษคนแรกที่ไม่สามารถพาทีมเข้าไปเล่นยูโรรอบสุดท้ายได้ในรอบ 24 ปี ก่อนถูกปลดไปตามคาดกับสถิติชนะเพียง 9 จาก 18 เกม

 

ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ

Barcelona legend Hristo Stoichkov thought he was God, broke a player's leg in a friendly and hated Real Madrid

ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ อาจเป็นนักเตะที่ดีที่สุดที่ทีมชาติบัลแกเรียเคยมีมา พร้อมทำผลงานได้ยอดเยี่ยมในอาชีพค้าแข้งจนคว้า บัลลงดอร์ มาครองด้วย แต่ก็เป็นอีกครั้งที่เขาแสดงให้เห็นว่า แข้งระดับโลก ก็ใช่ว่าจะกลายเป็นกุนซือระดับโลกได้

อารมณ์ร้อนของ ดาวยิงแดนโยเกิร์ต ไม่ได้หายไปไหน แม้หันมาทำหน้าที่ผู้จัดการทีมเต็มตัวกับ ทีมชาติบัลแกเรีย ในปี 2004 และมีปัญหากับนักเตะในทีมหลายราย

ซึ่งกรณีที่โด่งดังที่สุดคงหนีไม่พ้น การที่ ซิลิยัน เปตรอฟ กัปตันทีม ประกาศในปี 2006 ว่าไม่ขอเล่นให้ทีมชาติ ตราบใดที่ อดีตหอก บาร์เซโลน่า ยังเป็นนายใหญ่อยู่ โดยนี่ถือเป็นนักเตะคนที่ 3 และกัปตันทีมคนที่ 2 ที่ลาทีมในรอบ 2 ปี เพราะ สตอยช์คอฟ

อีกทั้งแนวคิดประหลาดๆอย่างการใช้ระบบ 2-4-4 ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ก็ชัดเจนว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นไร รวมไปถึงยูโร 2008 รอบคัดเลือกด้วย จนทำให้ สตอยช์คอฟ ประกาศลาออก และ สมาคมลูกหนังบัลแกเรีย ก็เห็นชอบกับเรื่องนี้แบบไม่ขัดข้องแต่อย่างใด

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

นี่เยอะแล้วนะ : 10 กุนซือค่าตัวแพงสุดในวงการลูกหนัง