ตำนานตลอดไป : 10 ช่วงเวลาสุดน่าจดจำของ จิมมี่ กรีฟส์

กรีฟส์

วงการลูกหนังต้องพบกับข่าวเศร้าเมื่อ จิมมี่ กรีฟส์ อดีตกองหน้าทีมชาติอังกฤษ เสียชีวิตลงด้วยวัย 81 ปี ตามรายงานเมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 กันยายน ที่ผ่านมา

อดีตดาวยิงท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ ถือเป็นหนึ่งในนักเตะเบอร์ต้นของโลกในช่วงยุค 1960-1970 และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมทั้งการเล่นในระดับสโมสร รวมไปถึงทีมชาติอังกฤษที่เป็นหนึ่งในขุนพล ‘สิงโตคำราม’ ชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 1966 อีกด้วย

เพื่อระลึกถึงอีกหนึ่งตำนานวงการลูกหนัง UFA ARENA จึงแนะนำช่วงเวลาที่น่าจดจำของอดีตเพชรฆาตจากอังกฤษ ผู้จารึกสถิติมากมายในวงการลูกหนังแดนผู้ดีจนยากที่ใครจะทำลายได้

 

ประเดิมสนามพร้อมประตูกับสิงห์บลูส์

กรีฟส์ ถูกจดจำให้ฐานะดาวเตะจอมถล่มประตูมาตั้งแต่เล่นในระดับเยาวชนกับ เชลซี แล้ว หลังซัดไปถึง 173 ประตู ตลอดปี 1955-1957 รวมถึงกดประตูนัดชิงชนะเลิศของเอฟเอ ยูธ คัพ ในปี 1958 น่าเสียดายที่จบแค่รองแชมป์ เหตุพ่ายให้กับ วูล์ฟแแฮมป์ตัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ประเดิมชุดใหญ่ให้กับสโมสรไปแล้วในปี 1957 ในนัดพบกับ สเปอร์ส ว่าที่สโมสรใหม่ในอนาคต

ณ เวลานั้น หอกวัย 17 ปี ยิงประตูให้ เชลซี เสมอในเกมนั้นไป 1-1 และไม่มีปฏิเสธถึงความสามารถของเขาในสนาม ทั้งการไปกับบอลได้ดี และสัญชาตญาณกองหน้า ยิ่งทำให้หลายคนคาดหวังว่าเขาจะกลายเป็นอนาคตใหม่ของวงการฟุตบอลอังกฤษ

 

เหมา 5 เม็ดเกมดวล วูล์ฟส์

หลังประเดิมฤดูกาลแรกด้วยจำนวน 22 ประตูจาก 37 นัดในลีก กรีฟส์ ก็ยังรักษาฟอร์มอันร้อนแรงได้ในปีต่อมา และเพียงนัดที่ 3 เขาก็ระเบิดฟอร์มด้วยการซัดไปถึง 5 ประตูช่วยให้ เชลซี อัด วูล์ฟแฮมป์ตัน ทีมแชมป์เก่าไปแบบหมดสภาพ 6-2

ทีม ‘หมาป่า’ ณ เวลานั้น มีนักเตะอย่าง บิลลี่ ไรท์ กองหลังกัปตันทีมชาติอังกฤษ แต่ก็ไม่สามารถต้านทานความยอดเยี่ยมของกองหน้าหนุ่มไฟแรงได้ แถมยิงประตูกระจายตลอดทั้งฤดูกาลนั้น โดยซัดไป 32 ประตูจาก 44 เกม คว้ารองเท้าทองคำไปครองเป็นสมัยแรกจากทั้งหมด 6 ครั้งที่เขาจะทำได้ในเวลาต่อมา

 

อายุน้อยสุดยิงครบ 100 ตุง

Jimmy Greaves 1940-2021: English football's greatest ever goalscorer

ด้วยความสามารถในด้านการทำประตูฤดูกาลแล้วฤดูกาลเล่าทำให้จำนวนประตูที่ เจ้าหนูจิมมี่ ทำได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในปี 1960-61 เมื่อกดไปถึง 41 ประตูในลีกจนกลายเป็นสถิติของสโมสรและลีกฟุตบอลอังกฤษที่ยังไม่มีใครทำลายได้มานานกว่า 70 ปีแล้ว

อีกทั้งในเกมที่หอกลูกหม้อ เชลซี ซัดแฮตทริกใส่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเดือนพฤศจิกายน ทำให้เขายิงประตูครบ 100 ลูกในดิวิชั่น 1 ด้วยวัยเพียง 20 ประตูกับอีก 290 วัน ทำให้ครองสถิติแข้งอายุน้อยสุดที่ทำแบบนี้ได้ และยิ่งเวลาผ่านไปก็ยากที่ใครจะทำลายสถิติตนี้ลงได้

 

ช่วงสั้นๆในอิตาลี

กรีฟซี่ ไม่เคยมีความสุขกับการย้ายไปเล่นในอิตาลีเลย ถึงขนาดที่พยายามทำให้การย้ายไป เอซี มิลาน ถูกยกเลิกในปี 1961 แต่ก็ไม่เป็นผล และแม้เป็นอย่างนั้นเขาก็ยังยิงประตูตั้งแต่นัดประเดิมสนามให้ทีมใหม่ได้เหมือนเคยในเกมพบ โบตาโฟโก้

อย่างไรก็ตาม ดาวยิงจากอังกฤษ ก็ยังไม่เข้ากับรูปแบบการซ้อมและการควบคุมอาหารของลูกหนังแดนมักกะโรนี จนทำให้ต้องลาทีมให้เดือนธันวาคมปีเดียวกัน โดยยิงไป 9 ประตูจาก 12 นัดที่ลงเล่นให้ รอสโซเนรี่ และแน่นอนว่า เชลซี ทีมเก่าก็พยายามคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ทีมอริร่วมเมืองอย่าง ท็อตแน่ม ก็ร่วมวงล่าตัวด้วย ก่อนกลายเป็น ‘ไก่เดือยทอง’ ที่ได้ลายเซ็นของกรีฟซี่ไปครอง

 

แชมป์แรกในอังกฤษ

ร่างที่แท้จริงของ กรีฟส์ กลับมาให้แฟนบอลอังกฤษเห็นอย่างรวดเร็ว หลังยิงได้ตั้งแต่เกมแรกกับ สเปอร์ส ก่อนเพิ่มอีก 2 ลูกกลายเป็นแฮตทริกแรกของเขาในเกมดวลกับ แบล็คพูล ณ สนาม ไวท์ ฮาร์ท เลน ยิ่งไปกว่านั้นยังระเบิดฟอร์มในรายการเอฟเอ คัพ เช่นกัน ด้วยการซัดไป 9 ลูกจาก 7 นัด จนช่วยต้นสังกัดทะลุไปเล่นนัดชิงในปี 1962

เบิร์นลี่ย์ หนึ่งทีมแกร่ง ณ ตอนนั้นกลายเป็นคู่แข่งในนัดชิงดำ แต่ กองหน้า ‘ไก่เดือยทอง’ ก็เป็นผู้เบิกประตูแรกให้ทีมเอาชนะไป 3-1 คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ไปครอง และกลายเป็นแชมป์รายการแรกของเขาในอังกฤษ

 

สถิติลีกและแชมป์ถ้วยยุโรป

Image

ฤดูกาล 1962-63 เป็นหนึ่งในปีที่ กรีฟส์ ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดในอาชีพค้าแข้งของเขา ด้วยการทำแฮตทริกไป 3 ครั้งในปีนั้น และกดไป 37 ตุงจาก 41 นัด ทำให้กลายเป็นแข้งสเปอร์สที่ทำประตูในลีกฤดูกาลเดียวมากที่สุด

มากไปกว่านั้น ดาวยิง ‘ไก่เดือยทอง’ ยังประกาศศักดาในบอลยุโรปรายการ ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพด้วยการซัดไป 6 ประตู โดยในนัดชิงพบ แอตเลติโก้ มาดริด เขาเหมา 2 ลูกให้ทีมเอาชนะไป 5-1 และกลายเป็นทีมแรกในอังกฤษที่คว้าถ้วยยุโรปรายการนี้

 

เอฟเอ คัพ สมัยที่ 2 พร้อมสถิติใหม่ในลีกผู้ดี

Jimmy Greaves: The remarkable goalscoring records of a Tottenham and  England great | Evening Standard

สเปอร์ส ยังไม่สามารถกลับมาคว้าแชมป์ลีกได้เลย แม้ว่า กรีฟส์ จะยิงกระจายให้ทีมแค่ไหนก็ตาม โดยจบที่อันดับ 2 ในฤดูกาล 1962-63 แต่อีก 4 ปีต่อมา เขาก็คว้าแชมป์เอฟเอ คัพ เป็นสมัยที่ 2 โดยเอาชนะ เชลซี ทีมเก่าในนัดชิง พร้อมคว้าดาวซัลโวของรายการไปครองด้วยจำนวน 6 ประตูจาก 8 เกม

อย่างไรก็ตามในปีต่อมาก็ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีของ ดาวยิงขวัญใจ ยิด อาร์มี่ เท่าไหร่ แม้เขากดไป 29 ประตู เนื่องจากทีมจบอันดับที่ 7 และตกรอบบอลถ้วยตั้งแต่รอบแรกๆ

ขณะที่ปีต่อมา การเล่นร่วมกับ มาร์ติน ชิเวอร์ส คู่ขาคนใหม่ในแดนหน้าดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ ดาวเตะ สเปอร์ส ก็ยังคว้าดาวซัลโวลีกมาครองในฤดูกาล 1968-69 และมากไปกว่านั้นเขายังทำลายสถิติเป็นดาวซัลโวสูงสุดตลอดกาลทั้งกับ สเปอร์ส และลีกสูงสุดในอังกฤษ ซึ่งยังไม่มีใครทำลายได้จนถึงปัจจุบัน

 

ฟอร์มตกกับค้อน

Jimmy Greaves MBE 1940-2021 | West Ham United

การย้ายไปเล่นกับ เวสต์แฮม ของ กรีฟส์ ในปี 1970 หลังสลับขั้วกับ มาร์ติน ปีเตอร์ส ที่ไป สเปอร์ส กลับไม่สามารถช่วยให้เขากลับคืนฟอร์มเก่งได้อีกครั้งเหมือนช่วงพีกๆ หลังกดไปเพียง 13 ประตูกับ 2 ฤดูกาลในทีม ‘ขุนค้อน’ จากนั้นก็เลิกเล่นฟุตบอลไปพักใหญ่จากการติดสุรา ก่อนกลับมาเล่นในทีมนอกลีกในปี 1975 และแขวนสตั๊ดอย่างเป็นทางการในปี 1980

แต่หากรวมประตูที่เคยทำได้ทั้งหมดทั้งในอังกฤษ และอิตาลี ก็ทำให้ หอกชาวอังกฤษกดไปถึง 366 ลูกจาก 5 ลีกใหญ่ยุโรป และกลายเป็นสถิติใหม่ในตอนนั้น ก่อนถูกทำลายโดย ลิโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ในศตวรรษต่อมา

 

แฮตทริกมากสุดในทรี ไลอ้อนส์

Jimmy Greaves

ย้อนกลับไปในปี 1961 ในศึกระหว่างทีมชาติอังกฤษ ที่ถล่ม สกอตแลนด์ ไปแบบยับเยิน 9-3 กรีฟซี่ ถือเป็นดาวเด่นในสนามวันนั้น ด้วยการกดไป 3 ประตู ซึ่งเป็นแฮตทริกหนที่ 3 ของเขา หลังลงเล่นให้ทีมเพียง 12 นัดเท่านั้น

ก่อนในเวลาต่อมา ดาวยิงตำนานของ สเปอร์ส จะบันทึกสถิติด้วยการทำแฮตทริกในทัพ ‘สิงโตคำราม’ มากที่สุด 6 ครั้ง และยังไม่มีใครทำลายลงได้ อีกทั้งยังรั้งสถิติดาวซัลโวสูงสุดในทีมชาติเป็นอันดับ 4 ด้วยจำนวน 44 ประตูด้วย

 

ช่วงหวานปนขมในฟุตบอลโลก

Jimmy Greaves is selling his World Cup medal just five years after fans won  a campaign to see England's greatest fox in the box honoured | Daily Mail  Online

การแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1966 กลายเป็นทัวร์นาเม้นต์ที่หวานปนขมสำหรับ กรีฟส์ มากที่สุดในอาชีพ  เนื่องจากเขาที่โชว์ฟอร์มเด่นตั้งแต่เกมแรกกับทีมชาติ กลับได้รับบาดเจ็บหนักบริเวณหน้าแข้งจนต้องเย็บ 14 เข็มในเกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มพบ ฝรั่งเศส และถูกแทนที่ด้วย เจฟฟ์ เฮิร์ตส์ ที่จะลงเล่นแทนตำแหน่งตัวจริงของเขายาวไปจนถึงนัดชิงชนะเลิศ

แม้ ดาวเตะจาก สเปอร์ส จะฟิตพร้อมลงเล่นในเกมนัดสำคัญ แต่ อัลฟ์ แรมซี่ย์ กุนซือ สิงโตคำราม ก็ตัดชื่อเขาออกไปในนัดชิงชนะเลิศพบ เยอรมันตะวันตก ทำให้เขาอดรับเหรียญรางวัล และกลายจุดเริ่มต้นให้เขาเริ่มติดสุราอย่างหนักจนส่งกระทบต่ออาชีพค้าแข้งในเวลาต่อมา 

กว่าที่เขาจะได้รางวัลนี้จริงๆก็ต้องรอจนถึงปี 2009 หลังเอฟเอมีการรณรงค์เรียกร้องอย่างยาวนานให้ ฟีฟ่า มอบเหรียญแชมป์ให้กับนักเตะชุดนั้นทั้งหมด

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

แกร์ด มุลเลอร์ 
สดุดี ‘แดร์ บอมเบอร์’ : 10 ช่วงเวลาสุดน่าจดจำของ แกร์ด มุลเลอร์