แสนคลุมเครือ! 10 เหตุการณ์สุดกังขาในฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก

ฟุตบอลโลก ทัวร์นาเม้นท์กีฬาที่โด่งดังที่สุดและอยู่คู่กับแฟนกีฬาโดยเฉพาะกีฬาฟุตบอลมาอย่างยาวนานและมีการปรับเปลี่ยนหลายอย่างเรื่อยมากว่าจะชัดเจนถึงทุกวันนี้ ที่แม้จะมีเทคโนโลยีช่วยแต่ก็ยังมีความผิดพลาดให้เห็นอยู่ แน่นอนว่าในอดีตมีเรื่องราวที่คลุมเครือเกิดขึ้นมากมายเช่นกัน

วันนี้ UFAARENA จะพาไปดูเหตุการณ์ที่น่ากังขาในฟุตบอลโลก ทั้งนอกและในสนามว่ามันเกิดอะไรขึ้น และเรื่องราวนั้นใครได้หรือเสียประโยชน์อย่างไร

 

การเป็นเจ้าภาพของกาตาร์

Former FIFA president Sep Blatter says Qatar hosting the World Cup is a  'mistake' - ABC News

นับเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมากที่สุดในวงการลูกหนังปัจจุบัน จากการที่ประเทศในตะวันออกกลางได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก 2022 ในหนนี้แม้ว่าสภาพอากาศจะไม่เป็นใจแต่ทางฟีฟ่า ก็พร้อมที่จะเลื่อนโปรแกรมมาแข่งปลายปีให้ แถมยังมีข่าวเรื่องการยัดเงินซื้อเสียงเพื่อได้จัดการแข่งขันครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้ยังมีประเด็นต่างๆอีกมากไล่มาตั้งแต่การใช้แรงงานในการสร้างสนามฟุตบอลเพื่อเตรียมงานครั้งนี้จนมีผู้เสียชีวิตหลักหลายพันคน หรือจะเป็นกฏหมายภายในประเทศที่มีการกีดกันกลุ่ม LGBT และผู้หญิง ไปจนถึงทัศนคติต่อเกมลูกหนังเองก็ไม่ใช่กีฬาที่นิยมในประเทศด้วย แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ยังได้รับการรับรองจากฟีฟ่าให้จัดการแข่ง ต้องรอดูว่าจะมีเรื่องอะไรตามมาอีกหรือไม่

 

ใบเหลืองสามใบในเกมเดียว

Football Tweet ⚽ on Twitter: "Happy birthday to Graham Poll, a referee who  infamously awarded Josip Šimunić 3 yellow cards in one World Cup game...  http://t.co/RusY0auL" / Twitter

นับเป็นความผิดพลาดแสนมึนของผู้ตัดสินในฟุตบอลโลก 2006 เมื่อ โยซิป ซิมูนิค กองหลังทีมชาติโครเอเชีย ที่โดนใบเหลืองไปถึง 3 ใบภายในเกมเดียว นับเป็นคนแรกและคนเดียวที่เจอกับอะไรแบบนี้ โดยเกิดขึ้นในเกมระหว่างโครเอเชียพบ ออสเตรีย เจ้าตัวได้ใบเหลืองแรกในนาทีที่ 61 ส่วนใบที่สองในนาที 90 แต่ผู้ตัดสินก็ไม่ชูใบแดงไล่ออกจากสนามอะไรก็เลยตีเนียนเล่นต่อไป 

จนกระทั้งเกมมาถึงนาทีที่ 93 ซิมูนิค ก็มาโดนใบเหลืองเพิ่มอีกใบ ซึ่งรอบนี้มันก็เปลี่ยนเป็นใบแดงจนได้ ด้านผู้ตัดสินที่ทำพลาดก็ต้องรับกรรมด้วยการโดนถอดจากการทำหน้าที่ในทัวร์นาเมนต์นี้ และหลังจากนั้นก็รีไทร์จากการเป็นผู้ตัดสินไปเลย

 

ประตูสุดช้ำของแลมพาร์ด

Frank Lampard is looking to strike gold | Football | Sport | Express.co.uk

ถ้วยรางวัลเดียวของทีมชาติอังกฤษต้องย้อนกลับไปถึงปี 1966 หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่เคยเข้าใกล้ความสำเร็จอีกเลย แต่ในปี 2010 เป็นปีที่ทัพสิงโตคำรามถูกคาดหวังมากที่สุดด้วยบรรดานักเตะที่กำลังพีคสุดทุกตำแหน่งพวกเขาโคจรมาพบกับ ทีมชาติเยอรมันในรอบ 16 ทีม เหตุการณ์เกิดขึ้นตอนที่สกอร์เป็นฝ่ายอินทรีเหล็กนำอยู่ 2-1 แฟรงค์ แลมพาร์ด ยิงไกลบอลชนเสาเด้งข้ามเส้นไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินกลับไม่ให้เป็นประตู

จังหวะดังกล่าวกลายเป็นที่ถกเถียงกันไปทั่วจากที่ทัพผู้ดีจะได้ไล่ตีเสมอมาเป็น 2-2 กลายเป็นว่าจบเกมนั้นพวกเขาแพ้ไปด้วยสกอร์ขาดถึง 4-1 ซึ่งนี้ก็นับมาซึ่งเทคโนโลยี โกลไลน์ ที่นำมาใช้ในฟุตบอลโลกครั้งถัดมา

ประตูสู่แชมป์โลกของอังกฤษ

Geoff Hurst's crucial second goal in the World Cup final comes under the  MNF microscope | Football News | Sky Sports

หากประตูของแลมพาร์ด เป็นประตูแสนกังขาที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษอดทะลุไปรอบลึกๆของฟุตบอลโลก ประตูของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ ก็เป็นเรื่องที่ตรงข้ามกัน ที่ประตูแสนจะคลุมเครือพาพวกเขาเป็นแชมป์โลก ย้อนไปในนัดชิงปี 1966 อังกฤษเสมออยู่กับเยอรมันอยู่ 2-2 จนต้องลากยาวไปช่วงต่อเวลา ก่อนที่เฮิร์สต์ จะมายิงประตูชัยให้ทัพผู้ดัได้แต่ปัญหาอยู่ที่ลูกดังกล่าวเช็ดคานลงพื้นซึ่งไม่ชัดเจนว่าบอลข้ามเส้นไปหรือยัง

อย่างไรก็ตามผู้ตัดสินก็ให้จังหวะนั้นเป็นประตู ส่งผลให้ทีมชาติอังกฤษคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกได้เป็นสมัยแรก และสมัยเดียวของพวกเขามาจนถึงปัจจุบัน

แค่สลบแต่ไม่ฟาวล์

Unforgettable World Cup Moments: Schumacher's horror challenge on Battiston

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในฟุตบอลโลกปี 1982 ระหว่าง เยอรมันตะวันตก พบกับ ฝรั่งเศส จังหวะที่ทัพตราไก่ได้บุก แพททริค แบตติสตัน ได้บอลหลุดไปได้ลุ้นทำประตูแต่ ฮาราลด์ ชูมัคเกอร์ผู้รักษาประตูอินทรีเหล็กพุ่งเข้ามาอัดเจ้าตัวเต็มๆจนร่วงไปกองกับพื้น โดยมีอาการหมดสติ ซี่โครงหัก 3 ซี่ กระดูกสันหลังเสียหาย และฟันหายไป 2 ซี่ จนต้องมีการนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉิน

ซึ่งขณะที่ทุกอย่างกำลังวุ่นวายอยู่นั้นตัว ชูมัคเกอร์ ก็เดินไปหยิบบอลที่หลุดออกหลังไปกลับมาตั้งเพื่อเตะเปิดเกมต่อ ส่วนผู้ตัดสินเองแม้ว่าจะเป็นการปะทะในกรอบเขตโทษ แต่ก็ไม่ได้มีการให้จุดโทษหรือใบแดงอะไรเลยแม้แต่น้อย แถมหลังจากจบเกมไปมือกาวชาวเยอรมันยังออกมาพูดติดตลกอีกว่าจะยอมจ่ายเงินซื้อฟันใหม่ให้คู่กรณีอีกด้วย

 

เตี๊ยมกันเข้ารอบ

1982 World Cup: The Disgrace of Gijon

ยังอยู่กับฟุตบอลโลก 1982 ที่เหตุการณ์นี้นับเป็นชนวนความเปลี่ยนแปลงสำคัญของโลกลูกหนัง โดยในเกมรอบแบ่งกลุ่มที่มี เยอรมันตะวันตก , ออสเตรีย , แอลจีเรีย และชิลี ต้องลุ้นกันจนนัดสุดท้าย เพียงแค่ว่าสมัยนั้นเกมสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มไม่ได้เตะพร้อมกันฝั่ง แอลจีเรียที่ยังมีลุ้นเข้ารอบลงเตะก่อนและเอาชนะ ชิลีไปได้ 3-2

ด้วยสถานการณ์ดังกล่าวบีบให้ อินทรีเหล็กต้องเอาชนะคู่แข่งให้ได้เท่านั้น ส่วนออสเตรียเองก็ห้ามแพ้ด้วยผลสกอร์ขาด 3 ลูกขึ้นไป เมื่อเป็นแบบนั้นพอ เยอรมัน ออกนำไปได้ นักเตะทั้งสองทีมก็เตะกันชิวๆถ่วงเวลากันไปเรื่อย เนื่องจากหากผลสกอร์เป็นแบบนี้จะเข้ารอบทั้งคู่ ซึ่งสุดท้ายก็ได้อย่างที่หวัง แต่บรรดาแฟนบอลที่ตามไปเชียร์ไม่พอใจอย่างหนัก โดยหลังจากนั้น ฟีฟ่าก็มีการปรับให้เกมนัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มต้องลงเตะพร้อมกัน

 

สารพัดข่าวลือปี 1978

World Cups remembered: Argentina 1978 | Football News | Sky Sports

ฟุตบอลโลกปี 1978 เป็นฟุตบอลโลกครั้งนึงที่ชาติเจ้าภาพอย่าง อาร์เจนติน่า ถูกตั้งคำถามมากที่สุด และแทบจะไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเลย ด้วยความที่สมัยนั้น อาร์เจนติน่าปกครองด้วยระบอบเผด็จการทำให้ภาพลักษณ์ดูไม่ดีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วยิ่งในการผ่านเข้าไปถึงรอบชิงของพวกเขายิงแล้วใหญ่ ด้วยความที่ทัพฟ้าขาวอยู่กลุ่มเดียวกับบราซิล และฝั่งแซมบ้าแข่งกับโปแลนด์ไปก่อนในเกมนัดสุดท้าย

นั่นทำให้ทางอาร์เจนติน่ารู้ว่าพวกเขาต้องเอาชนะคู่แข่งเท่าไรถึงจะได้เขข้าชิง ก่อนที่สุดท้ายพวกเขาจะถล่มเปรูไปด้วยสกอร์ 6-0 ผ่านไปชิงกับ เนเธอร์แลนด์แบบสบายๆ และเอาชนะเกมนัดชิงไปด้วยสกอร์ 3-1 โดยข่าวลือต่างๆนาๆก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดไม่ว่าจะเป็นผู้รักษาประตูเปรูมีเชื้อสายอาร์เจนไตน์ บ้างก็ว่าบรรดานักเตะเปรูไปดีลกับทางเจ้าภาพไว้แล้ว ซึ่งข้อกล่าวหาต่างๆไม่เคยมีคำตอบที่ชัดเจนมาจนถึงปัจจุบัน

 

คนดูเปลี่ยนคำตัดสิน

Sheikh 'Fahad Al-Ahmad Al-Sabah' disallows a goal in World Cup 1982 -  English Premier League Fans in Sri Lanka

กลับไปที่บอลโลกปี 82 อีกครั้ง ในเกมที่ คูเวต ที่เป็นทีมเต็งตกรอบเจอกับของแข็งอย่างฝรั่งเศส แน่นอนว่าพวกเขาสู้ไม่ได้และทัพตราไก่กดประตูที่ 4 พาทีมนำห่าง 4-1 แต่ทันใดนั้น ชีค ฟาฮัด อัล-อาหมัด อัล-ซาบาห์ ที่ดำรงตำแหน่งเป็นประธานสมาคมฟุตบอลคูเวต ก็เกิดเป่านกหวีดขึ้นจากอัฒจันทร์ทำให้นักเตะหยุดเล่นเพราะนึกว่าเป็นสัญญาณจากผู้ตัดสิน

ก่อนที่ อัล-ซาบาห์ จะเดินไปเรียกนักเตะคูเวตให้เดินออกจากสนาม จนผู้ตัดสินไม่มีทางเลือกและต้องยอมริบประตูของฝรั่งเศสคืน การแข่งขันจึงดำเนินต่อไปได้ แต่ถึงจะทำแบบนั้นแต่สุดท้ายขุนพลแดนน้ำหอมก็ยังเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 4-1 อยู่ดี

 

เกาหลีใต้ ฉาวกระฉ่อนโลก

World Cup Countdown: 4 Weeks to Go - Remembering South Korea's Tarnished  Run to the 2002 Semis | 90min

ฟุตบอลโลก 2002 แทนที่จะได้เป็นหน้าเป็นตาให้กับทวีปเอเชีย จากการที่ ญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ จับมือกันเป็นเจ้าภาพร่วม แต่แทบไม่มีใครจำ สิ่งที่ถูกจดจำกลับเป็นการตัดสินของผู้ตัดสินในหลายเกมที่เกาหลีใต้ลงสนาม ไล่มาตั้งแต่รอบ 16 ทีมที่พวกเขาเอาชนะ อิตาลี มาได้ด้วยการฟาวล์รุนแรงหลายครั้ง แต่เชิ้ตดำกลับเมิน มาจนถึงการปราบสเปนด้วยการดวลจุดโทษ ซึ่งผู้ตัดสินเองก็ตัดสินเข้าข้างพวกเขาเช่นเดิม

สุดท้ายก็มาจอดป้ายที่รอบ 4 ทีมสุดท้ายด้วยน้ำมือ เยอรมัน และไปแพ้ ตุรเคีย ในการชิงที่ 3 ซ้ำอีก ทั้งที่หากไม่มีข้อครหาถึงการตัดสินก็คงเป็นที่น่าภูมิใจของทวีปเอเชียที่มีทีมทะลุไปถึงรอบ 4 ทีมสุดท้าย แต่กลับกลายเป็นความฉาวโฉ่ที่ถูกพูดถึงแทน

 

ตำนานหัตถ์พระเจ้า

John Motson looks back at Diego Maradona's hand of God goal

เรียกได้ว่า มาราโดน่า ผู้ล่วงลับเป็นตำนานทั้งในด้านดีและด้านร้าย เหตุการณ์ที่น่าจดจำที่สุดก็คือเหตุการณ์หัตถ์พระเจ้า ที่นำมาซึ่งแชมป์ฟุตบอลโลก 1986 ซึ่งเป็นสมัยล่าสุดของอาร์เจนติน่า โดยเกิดขึ้นในเกมรอบ 8 ทีมกับทีมชาติอังกฤษ ทัพฟ้าขาวสามารถเอาชนะไปได้ด้วยสกอร์ 2-1 ซึ่งมาจาก มาราโดน่าทั้งสองประตู แต่หนึ่งในนั้นคือการที่เจ้าตัวใช้มือปัดบอลเข้าประตูไป แม้แข้งผู้ดีจะพยายามประท้วงแต่ก็ไม่เป็นผล

ประตูดังกล่าวส่งให้ อาร์เจนติน่า ทะลุเข้ารอบไปจนถึงกการคว้าแชมป์ แถมลูกยิงนี้ยังถูกโหวตให้เป็น”ลูกยิงแห่งศตวรรษ” ของ ฟีฟ่าอีกด้วย โดยเจ้าตัวได้ออกมาพูดถึงประตูดังกล่าวหลังผ่านมาจากนั้นว่า “ส่วนนึงมันมาจากหัวของผม อีกส่วนนึงมาจาก หัตถ์ของพระเจ้า” จนลายเป็นวลีในตำนาน

บอลโลกเป็นเหตุ : ไมเคิ่ล โอเว่น กับชื่อเสียงที่เกินรับมือไหว

บอลโลกเป็นเหตุ : ไมเคิ่ล โอเว่น กับชื่อเสียงที่เกินรับมือไหว