
ศึกฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรโลก ฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คัพ รอบชิงชนะเลิศ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี สโมสรจากอังกฤษ แชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ลงสนามดวลกับ พัลไมรัส สโมสรจากบราซิล แชมป์ โคปา ลิเบอร์ตาเดอเรส คัพ จากทวีปอเมริกาใต้ ที่สนาม โมฮัมเหม็ด บิน ซาเยด สเตเดี้ยม ในเมือง อาบูดาบี
ผลปรากฏว่าเกมนี้ในครึ่งแรกทั้งสองทีมยังทำอะไรกันไม่ได้ จนในครึ่งหลังกลายเป็นทัพ สิงห์บูลส์ ที่มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 ในนาที 51 จากจังหวะที่ คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย ได้บอลหลุดมาทางกราบซ้ายก่อนเปิดเข้ามาหน้าประตูให้ โรเมลู ลูกากู โขกเข้าไปไม่มีเหลือ
อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นเพียง 10 นาที พัลไมรัส มาได้ลูกจุดโทษจากจังหวะที่ ติอาโก้ ซิลวา ทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเช็ค VAR ก่อนจะเป็น ราฟาเอล เวก้า ที่รับหน้าที่สังหารเข้าไปให้ทีมตีเสมอเป็น 1-1
ช่วงเวลาที่เหลือแม้จะเป็น เชลซี ที่ครองบอลและเปิดเกมบุกได้มากกว่าแต่ทำประตูไม่ได้ ทำให้จบ 90 นาทีเสมอกัน 1-1 ต้องต่อเวลาพิเศษออกไปอีก 30 นาที
ซึ่งในช่วงต่อเวลาพิเศษในครึ่งหลังนาที 115 เชลซี มาได้ลูกจุดโทษ เมื่อ ลวน ไปทำแฮนด์บอลในกรอบเขตโทษ ผู้ตัดสินเช็ค VAR ก่อนที่ ไค ฮาเวิร์ตซ์ จะรับหน้าที่สังหารยิงเรียดเข้าไปทางซ้ายไม่มีเหลือ ช่วยทีมขึ้นนำ 2-1
เข้าสู่ท้ายทดเจ็บนาที่ 122 พัลไมรัส ต้องเหลือผู้เล่น 10 คน เมื่อ ลวน ไปทำฟาลว์ ฮาเวิร์ตซ์ รับใบเหลือที่ 2 เป็นใบแดงไล่ออกจากสนาม จากนั้นช่วงเวลาที่เหลือทั้งสองทีมทำอะไรกันไม่ได้ จบเกม เชลซี เอาชนะ พัลไมรัส 2-1 คว้าแชมป์สโมสรโลก เป็นสมัยแรกไปครองได้สำเร็จ โดยเป็นทีมที่สามจากอังกฤษซิวถ้วยใบนี้ ต่อจาก แมนยู เมื่อปี 2008 และ ลิเวอร์พูล ปี 2019
รายชื่อ 11 ตัวจริงทั้งสองทีม
เชลซี (3-4-2-1) : เอดูอาร์ เมนดี้; อันเดรียส คริสเตนเซน, ธิอาโก้ ซิลวา, อันโตนิโอ รูดิเกอร์; เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า, เอ็นโกโล ก็องเต้, มาเตโอ โควาซิช, คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย; เมสัน เมาท์, ไค ฮาแวร์ตซ์, โรเมลู ลูกากู
พัลไมรัส (4-5-1) : เวเวอร์ตอน; ฮัวคิน ปิเคเรซ, กุสตาโว โกเมซ, ลวน การ์เซีย, มาร์กอส โรชา; ดานิโล, ราฟาแอล ไวก้า, กุสตตาโว สคาร์ปา, เซ ราฟาเอล, ดูดู้, โรนี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง : ซิลวาลั่นขอคว้าแชมป์สโมสรโลกกับสิงห์บลูส์

