ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ ผู้พาเรนเจอร์สลุย UCL หนแรกในรอบ 12 ปี

ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ ผู้พาเรนเจอร์สลุย UCL หนแรกในรอบ 12 ปี

แม้กลาสโกว์ เรนเจอร์ส เป็นหนึ่งในทีมที่ขับเคี่ยวลุ้นแชมป์สก็อตติช พรีเมียร์ลีก กับ กลาสโกว เซลติก คู่อริตลอดกาลมายาวนาน แต่หากนับย้อนกลับไปในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พวกเขาอยู่ในจุดต่ำสุดของประวัติศาสตร์สโมสรก็ว่าได้

มากไปกว่านั้น ถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีกที่พวกเขาเคยเป็นขาประจำ ก็ห่างหายไปนานรวม 12 ปี หลังได้โอกาสฟาดแข้งในรอบแบ่งกลุ่มครั้งสุดท้ายในฤดูกาล 2010-11 ก่อนประสบปัญหาด้านการเงินจนต้องไปเริ่มกันใหม่ตั้งแต่ลีกดิวิชั่น 3 ลีกระดับล่างสุดของแดนวิสกี้

อย่างไรก็ตาม เรนเจอร์ส ก็ค่อยๆกลับขึ้นมาในจุดที่พวกเขาเคยยืนอีกครั้ง ทั้งการเลื่อนชั้นสู้ลีกสูงสุดในฤดูกาล 2016-17 คว้าแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 10 ปี เมื่อฤดูกาล 2020-21 และล่าสุดพวกเขาก็กลับมาเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี ภายใต้การคุมทีมของ โจวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ ย้อนกลับช่วงเกือบ 1 ปีก่อน ทีมจากกลาสโกว์ ก็ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อยเช่นกัน และ UFA ARENA จะพาไปกับเรื่องราวของ เรนเจอร์ส และ กุนซือชาวดัตช์ กับการเล่นบอลยุโรปหนแรกในรอบ 12 ปีได้อย่างไร

 

พระรองแชมป์ลีกและยูโรป้า

Eintracht Frankfurt 1-1 Rangers (5-4 p): Player ratings as resilient Gers  fall short in Europa League final

หลังคว้าแชมป์ลีกในฤดูกาล 2020-21 เรนเจอร์ส ดูไปได้สวยต่อเนื่องภายใต้การคุมทีมของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด แต่ด้วยข้อเสนอจาก แอสตัน วิลล่า ทำให้ตำนานแข้ง ลิเวอร์พูล เลือกลาแดนวิสกี้ เพื่อไปรับงานในบ้านเกิดตั้งแต่ยังไม่พ้นครึ่งซีซั่นด้วยซ้ำ

นั่นทำให้ตำแหน่งกุนซือของทีมเว้นว่างลงในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ก่อนได้ โจวานนี่ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ เข้ามากุมบังเหียนต่อจาก เจอร์ราร์ด และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เรียกว่าต่อยอดสิ่งที่ เจิด สร้างไว้ได้อย่างไร้รอยต่อ

แม้สุดท้าย เรนเจอร์ส จะต้านความร้อนแรงของ เซลติก ที่มี อังเก้ ปอสเตโคกลู ไม่อยู่ หลังพ่ายไปตลอด 2 ครั้งที่พบกันจนหล่นมาที่ 2 และเสียแชมป์ลีกไป แต่ผลงานในฟุตบอลยุโรปอย่าง ยูโรป้า ลีก ต้องบอกว่าเด็ดดวงสุดๆ

การจบอันดับ 2 ในรอบแบ่งกลุ่มทำให้ พวกเขาต้องไปดวลในรอบน็อคเอ้าท์เพลย์ออฟกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่หล่นมาจากถ้วยแชมเปี้ยนส์ลีก ก่อนเอาชนะไปได้แบบเหลือเชื่อด้วยสกอร์รวม 6-4 จากนั้นก็ฝ่าด่านทั้ง เร้ดสตาร์ เบลเกรด, สปอร์ติ้ง บราก้า และ แอร์เบ ไลป์ซิก จนมาถึงรอบชิงชนะเลิศ โดยดวลกับ ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ต

น่าเสียที่สุดท้าย ทีมของกุนซือชาวดัตช์ ก็มาพ่ายในช่วงดวลจุดโทษชี้ขาด หลังเสมอกันในช่วง 120 นาที แต่อย่างน้อยแนวทางการเล่นของ เรนเจอร์ส ในชุดนี้ก็ยังมีศักยภาพที่จะต่อยอดไปได้ไกลกว่านี้อีก

 

หนทางสู่เพลย์ออฟ

Jon McLaughlin makes Rangers set piece warning ahead of PSV Champions League  return | HeraldScotland

การคว้าอันดับ 2 ในสก็อตติช พรีเมียร์ลีก อาจทำให้ เรนเจอร์ส ได้สิทธิ์ไปเล่นใน แชมเปี้ยนส์ลีก ก็จริง แต่นั่นคือการที่ทีมต้องไปเริ่มกันในรอบคัดเลือก รอบที่ 3 ไม่ได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มอัตโนมัติเช่น เซลติก ทีมแชมป์ลีก

การห่างหายจากฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่ไปนาน 12 ปี ทำให้ทีมของ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ ตกเป็นรองอย่างช่วยไม่ได้ โดยเฉพาะเรื่องประสบการณ์ที่หลายคนในทีมเคยได้เล่นเต็มที่แค่ถ้วย ยูโรป้าลีก เท่านั้น 

เพราะหากย้อนไปช่วงต้นฤดูกาลก่อน เรนเจอร์ส ในยุคของ เจอร์ราร์ด ก็ยังพ่ายแก่ มัลโม่ ทีมจากสวีเดน ในรอบคัดเลือก รอบที่ 3 ด้วยสกอร์รวม 4-2 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความประหม่าและด้อยประสบการณ์ในบอลยุโรปได้ดี

โดยการพบกับ ยูเนี่ยน แซงต์-กิลลุส ทีมจากเบลเยี่ยม ที่ชื่อชั้นเป็นรองกว่า พวกเขายังเกือบไม่รอด เมื่อแพ้ไปก่อนในนัดแรกถึง 2-0 ยังดีที่ในเลกสอง ทีมจากสกอตแลนด์ พลิกกลับมาชนะด้วยสกอร์ 3-0

อย่างไรก็ตาม เรนเจอร์ส ก็ต้องมาดวลกับคู่แข่งที่โหดหินกว่า แซงต์-กิลลุส หลายเท่าตัว เมื่อชนกับ พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น ในรอบเพลย์ออฟคว้าตั๋วไป UCL 

พีเอสวี ภายใต้การคุมทีมของ รุด ฟาน นิสเตลรอย อดีตกองหน้าแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถือว่าผลงานเข้าตาตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น อีกทั้งชื่อนชั้นของผู้เล่นในทีมก็โดดเด่นไม่น้อย ทั้ง โคดี้ กั๊กโป ปีกดาวเด่นประจำทีม, ลุด เดอ ยอง กองหน้าตัวเก๋า, อิบราฮิม ซองกาเร่ มิดฟิลด์ตัวรับ หรือ มาร์โก ฟาน กิงเคล จอมทัพกัปตันทีม

มากไปกว่านั้น ฝั่ง เรนเจอร์ส ยังมีปัญหาภายในสโมสร เมื่อ อัลเฟรโด้ โมเรโลส กองหน้าตัวเก่งดันมีปัญหาความฟิต รวมไปถึงทัศนคติที่ต้องปรับปรุงด้วย แต่กุนซือชาวดัตช์ ก็ใช้ไม่แข็งด้วยการตัดชื่อดาวยิงทีมชาติโคลอมเบียออกจากทีมก่อนเกมสำคัญ

ไม่แปลกที่ใครหลายคนจะมองว่า พีเอสวี เหนือกว่าเห็นๆ แม้ต้องบุกไปเล่นที่ ไอบร็อกซ์ สเตเดี้ยม ในเลกแรก ทว่าผลลัพธ์ในเกมแรกที่ออกมากลับเหนือความคาดหมาย เนื่องจากสามารถทำ 2 ประตูพลิกแซงนำทีมจากแดนกังหัน น่าเสียดายที่ อาร์มันโด้ โอบิสโป้ ยิงประตูตีเสมอให้ พีเอสวี ในช่วงท้าย ทำให้เกมนั้นจบลงด้วยสกอร์ 2-2

 

ยุติการรอคอย 12 ปี

Giovanni van Bronckhorst proud after Rangers reach Champions League |  FourFourTwo

อย่างไรก็ตาม การต้องไปเล่นใน ฟิลิปส์ สตาดิโอน ก็เป็นงานยากสำหรับ ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ และลูกทีมอยู่ดี มากไปกว่านั้นแฟนบอลเจ้าถิ่นยังทำแสบ เมื่อโผล่มาขวางรถบัสขอ เรนเจอร์ส ทำให้ พวกเขาเดินทางมาถึงล่าช้ากว่ากำหนดเดิมถึง 20 นาที

ที่แย่ไปกว่าคำร้องขอให้ ยูฟ่า เลื่อนการแข่งขันออกไปจากกำหนดเดิมก็ถูกปฏิเสธทำให้พวกเขาเหลือเวลาเตรียมตัวสำรองเกมสำคัญไม่มากนัก ทว่าเมื่อถึงการแข่งขันจริงๆ พวกเขาก็ขจัดความสับสนวุ่นวายภายในทีม แสดงความเยือกเย็นออกมา 

ในเกมเลกสอง ทั้ง 2 ทีมต่างเปิดแลกกันอย่างสนุก แต่ก็ยังเสมอกันอยู่ 0-0 จนกระทั่ง นาทีที่ 60 แฟนบอลเจ้าถิ่นถึงกับเงียบกริบ หลังจากที่ เรนเจอร์ส มาได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จากจังหวะที่ มาลิก ทิลล์แมน ไปฉกแย่งบอลจาก อันเดร รามัลโญ่ กองหลังพีเอสวี ก่อนจ่ายต่อให้ อันโตนิโอ โคลัค เข้าไปยิงโล่งๆ เข้าไป

นั่นถือเป็นประตูที่ 5 จาก 6 เกมของ ดาวยิงทีมชาติโครเอเชีย ที่ทำให้ นายใหญ่ดัตช์แมน สามารถเลือกตัด โมเรโลส ออกจากทีมได้ไร้กังวลก่อนนั้นกลายเป็นประตูชัยให้ เรนเจอร์ส เฉือนชนะ พีเอสวี 3-2 ด้วย

ชัยชนะนั้นทำให้ พวกเขาเข้ารอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกในรอบ 12 ปี หลังจากครั้งสุดท้ายเคยทำได้ในฤดูกาล 2010-2011 นอกจากนี้ยังเป็นครั้งแรกที่ทั้ง 2 สโมสรแห่งดิ โอลด์ เฟิร์ม คือ เซลติก และ เรนเจอร์ส ได้เล่นในระดับเดียวกันนับตั้งแต่ปี 2007

“มันเป็นช่วงเวลาที่น่าภาคภูมิใจมาก เพราะผมรู้ว่ามันมีความหมายสำหรับสโมสรและทุกคนที่เกี่ยวข้อง และสโมสรที่ได้เล่นในระดับสูงสุดในยุโรป” กุนซือชาวดัตช์ กล่าวหลังเกมนั้น

“เรามาที่นี่เพื่อแข่งขัน เราต้องการแข่งขันกับทีมที่ดีที่สุดในยุโรป มันจะยากแน่ แต่มันเป็นประสบการณ์ที่ผมต้องรักมันเช่นกัน”

“มันใกล้เคียงมากๆ กับการเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด เพราะที่ที่เรนเจอร์สเริ่มต้นมา 10 ปีที่แล้วเราอยู่ในจุดต่ำสุดของเรา และมันใช้ความทุ่มเท พลังงาน และเวลามากมายจากผู้คนมากมายในการสร้าง สโมสรกลับสู่ระดับนี้ และวันนี้เรามีช่วงเวลาเดียวกันที่ได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มแชมเปี้ยนส์ ลีก และแข่งขันกับบรรดาทีมที่ดีที่สุดในยุโรป”

12 ปีที่รอคอยสิ้นสุดลงแล้ว แต่งานหนักยังคงรอ เรนเจอร์ส อยู่เช่นกัน เมื่อจับฉลากไปอยู่กลุ่ม เอ ที่มีทั้ง ลิเวอร์พูล, นาโปลี และ อาแจ็กซ์ ซึ่งก็ไม่ผิดเช่นกันหากหลายคนจะมองว่าพวกเขาคือทีมที่ด้อยประสบการณ์และมีโอกาสแจกแต้มให้คู่แข่งในกลุ่มมากที่สุด แถมเห็นแววตั้งแต่เกมแรกหลังบุกไปพ่าย อาแจ็กซ์ แบบสู้ไม่ได้ ถึง 4-0

แต่ไม่ว่าบทสรุปในรอบนี้จะเป็นอย่างไร เชื่อว่า ฟาน บรองค์ฮอร์สท์ และลูกทีมในเรนเจอร์ส จะโอบรับประสบการณ์ทั้งดีหรือร้ายในแชมเปี้ยนส์ลีกด้วยความยินดี และใช้มันต่อยอดทีมให้พัฒนาต่อไปกว่าเดิมอย่างแน่นอน

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

มันส์ทุกคู่ : 10 เกมห้ามพลาดศึก UCL รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2022-23
มันส์ทุกคู่ : 10 เกมห้ามพลาดศึก UCL รอบแบ่งกลุ่มฤดูกาล 2022-23