วัณโรคทำพิษ : เมื่อซิลวาเกือบสิ้นชีพแดนหมีขาว

ซิลวา

ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นกองหลังเบอร์ต้นๆของวงการลูกหนัง รู้หรือไม่ว่าครั้งหนึ่ง ติอาโก้ ซิลวา ต้องพบกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่ทำให้เขาเกือบลาโลกมาแล้ว

ปราการหลังชาวบราซิลเลี่ยน ยังมีเวลาที่ยอดเยี่ยมในช่วงบั้นปลายอาชีพค้าแข้ง หลังย้ายซบ เชลซี แบบไร้ค่าตัว หลังหมดสัญญากับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ในซัมเมอร์ปี 2020 แต่เชื่อว่า แข้งวัย 36 ปีจะไม่มีทางลืมช่วงที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของเขาอย่างแน่นอน

ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปีก่อน ดาวเตะแดนแซมบ้า เกือบเสียชีวิตด้วยวัณโรคในโรงพยาบาลที่มอสโก ถ้าไม่รับการช่วยเหลือจากแพทย์ในรัสเซียเสียก่อน เขาต้องใช้เวลาอยู่ในห้องคนเดียวนาน 6 เดือน ที่แย่ไปกว่านั้นคือความหวาดกลัวว่าตนเองจะไม่สามารถกลับมาเล่นฟุตบอลที่รักได้อีกต่อไป

UFA ARENA จึงขออาสาพาทุกท่านไปย้อนเหตุการณ์สุดเลวร้ายที่เกือบทำให้ ซิลวา เกือบเลิกเล่นฟุตบอลอาชีพ และลาโลกใบนี้ไปก่อนวัยอันควร

 

ส่วนหนึ่งในโปรเจคยักษ์

Thiago Silva in Russia: From death's door to centre-stage

หลายคนอาจสงสัยว่า ซิลวา ย้ายไปมอสโกในปี 2005 ได้อย่างไร คำตอบของเรื่องดังกล่าวก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร และน่าจะมีบางคนพอจำได้ว่า เขาย้ายจาก ปอรโต้ ไปเล่นให้กับ ดินาโม มอสโก ในเดือนมกราคมปีนั้น

แนวรับในวัย 20 ปี ณ ตอนนั้น ไม่เป็นที่รู้จักในหมู่แฟนบอลเท่าไหร่นัก และยังไม่เคยลงเล่นให้กับ ยอดทีมแดนฝอยทองแม้แต่นาทีเดียว ทำได้เต็มที่คือการลงสนามกับทีมชุดสำรองในลีกดิวิชั่น 2 เท่านั้น แต่ด้วยการโน้มน้าวของ จอร์จ เมนเดส ยอดเอเย่นต์มือฉมัง ที่แนะนำว่ากองหลังชาวบราซิลเลี่ยนจะกลายเป็นดาวเด่นในวงการ ทำให้ สโมสรจากรัสเซีย ยอมจ่ายค่าเสียหายไป 4 ล้านยูโร

ความจริง กองหลังดาวรุ่งแดนแซมบ้า เป็นส่วนเล็กๆในโปรเจคยักษ์ของดินาโม เมื่อ อเล็กเซย์ เฟโดรีเชฟ ประธานสโมสรคนใหม่ ต้องการสร้างทีมให้เป็นเบอร์หนึ่งในลีก ขณะที่ เมนเดส ก็ต้องการขายนักเตะที่ตัวเองดูแลให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทำให้ทีมจากมอสโก คว้านักเตะจากโปรตุเกสไปร่วมทีมถึง 7 คน ในเดือนมกราคมปี 2005

จากนั้นทีมก็เสริมทัพอีก 5 คนในซัมเมอร์ ซึ่งในผู้เล่นนั้นมีแข้งชื่อดังอย่าง คอสตินญ่า และ แดร์เลย์ หอกแซมบ้า จากปอร์โต้ ชุดแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนสีก ในปี 2004 มาร่วมทีม เช่นเดียวกับ จอร์จอส เซย์ตาริดิส แข้งทีมชาติกรีซชุดแชมป์ยูโร ปี 2004

นอกจากนี้ยังมี ผู้รักษาประตูโนเนม อย่าง นูโน่ เอสปิริโต้ ซานโต้ ด้วย ที่ปัจจุบันโด่งดังในฐานะกุนซือ วูล์ฟแฮมป์ตัน แม้โดน ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ ปลดพ้นตำแหน่งช่วงปลายปี 2021 เขาก็ยังร่วมงานกับ เมนเดส เช่นเดิม

 

เกือบตายเพราะวัณโรค

ทว่ามีผู้เล่นคนเดียวจากทั้งหมดนั้นที่ประสบความสำเร็จในรัสเซีย ก็คือ แดนนี่ กองกลางตัวรุกชาวโปรตุกีส ที่สร้างชื่อกับ มอสโก ก่อนย้ายกลายไปเป็นตำนานของ เซนิต เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก ในเวลาต่อมา ส่วนคนที่เหลือไม่ทำผลงานแย่ ก็มีปัญหาด้านทัศนคติจนส่งผลต่อสโมสร

สำหรับ ซิลวา แฟนบอลดินาโม อาจไม่เคยได้ยินชื่อของเขาด้วยซ้ำในตอนนั้น และ เขาก็ไม่เคยลงเล่นให้กับสโมสรเลยซักเกมเดียว

แต่เรื่องในตอนนั้นอาจแตกต่างจากที่เป็น เมื่อ โอเล็ก โรมานท์เซฟ กุนซือชื่อดังชาวรัสเซีย ไม่ได้กุมบังเหียนดินาโมในปี 2004-2005 ได้กล่าวชื่นชม แนวรับหน้าใหม่ ตั้งแต่แรกเห็นในการซ้อมครั้งแรก โดยกล่าวว่า “หมอนั่นสุดยอดเลย” 

แต่ปัญหาก็คือ ทีมแพทย์ในสโมสรดูไม่ค่อยปลื้มเท่าไหร่ เพราะ ติอาโก้ เหนื่อยเร็วมากกว่านักฟุตบอลทั่วไป

หลังจากนั้นก็ทราบว่า นักเตะทุกคนที่เซ็นสัญญาร่วมทีมไม่มีใครได้รับการตรวจร่างกายเลย และ แข้งชาวบราซิลเลี่ยนก็ดูไม่ดีนัก อาการป่วยที่มียังไม่หายไป ทั้งตัวร้อน, ไอจาม, เหงื่อออกบ่อยๆ ในตอนนั้น ทีมแพทย์ มั่นใจว่าเขาเป็นแค่ไข้หวัดใหญ่ ทว่า 2-3 วันต่อมา พวกเขากลับเป็นกังวลมากขึ้นจนต้องส่งไปเช็กอาการที่โรงพยาบาล

ผลที่ออกมาร้ายแรงกว่าที่คิด เมื่อพบว่า ติอาโก้ ป่วยด้วยวัณโรคและต้องทนทุกข์ทรมานกับโรคร้ายนี้ราวๆ  9 เดือน

“ถ้าพบโรคนี้ในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา คุณคงเสียชีวิตไปแล้ว” หมอกล่าวกับ กองหลังชาวบราซิลเลี่ยน ในโรงพยาบาล

ความตายดูเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ในตอนนั้น และอาจเป็นจุดจบในอาชีพของกองหลังหนุ่มด้วย เพราะ ทีมแพทย์ได้แนะนำว่าควรผ่าตัดเอาปอดข้างขวาส่วนใหญ่ออกเพื่อเพิ่มโอกาสในการมีชีวิตอยู่ต่อไป 

ติอาโก้ ปฏิเสธคำแนะนำนั้น แต่การใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลก็กลายเป็นช่วงที่ยากลำบากสุดๆ ถึงอย่างนั้นเขาก็มีกำลังใจมากขึ้น เมื่อพ่อแม่และแฟนสาวมาหา และอาศัยอยู่กับเขาในมอสโก

ดินาโม ต้นสังกัดเป็นคนจ่ายค่ารักษาให้ทั้งหมด แต่ก็ยกเลิกสัญญาของ ติอาโก้ เมื่อเขาออกจากโรงพยาบาล ก่อนที่เขาจะเดินทางกลับไปยังบ้านเกิด และตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอล อย่างไรก็ตาม แม่ของเขาก็ผลักดันให้ลูกชายลุกขึ้นสู้และเดินหน้าค้าแข้งต่อไป

 

ขอลองสู้อีกสักตั้ง

Thiago Silva: 'This is the most important moment of my career' - We Ain't  Got No History

ทุกอย่างต้องใช้เวลา แต่ ซิลวา กลับใช้เวลาสั้นๆในการเรียกความมั่นใจกลับมา  และสิ่งที่ โรมานท์เซฟ พูดไว้เกี่ยวกับปราการหลังแซมบ้า ถูกต้องทั้งหมด เมื่อเขากลายเป็นผู้เล่นตัวหลักของ ฟลูมิเนนเซ่ ก่อนที่จะย้ายไปเล่นกับ เอซี มิลาน ในปี 2009 พร้อมสถาปนาเป็นกองหลังเบอร์ต้นๆของโลกนับตั้งแต่นั้น อีกทั้งยังถูกเปรียบเทียบกับ ฟรังโก้ บาเรซี่ ตำนานของ ‘รอสโซเนรี่’ ด้วย

แข้งชาวบราซิลเลี่ยนพีกสุดๆในอาชีพค้าแข้ง ด้วยการพา ‘ปีศาจแดงดำ’ คว้าแชมป์ เซเรียอา ในปี 2011 แต่ แฟนมิลานก็ต้องใจสลาย เมื่อสโมสรขายเขาให้กับ ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ด้วยค่าตัว 42 ล้านยูโร ในปีต่อมา

การย้ายมาเล่นในฝรั่งเศสก็ส่งผลต่อเขาเช่นกัน ในแง่ถ้วยรางวัลและความสำเร็จอาจไม่เป็นปัญหาอะไรนัก แต่ภาพลักษณ์ของเขาก็แย่ลงไม่น้อย อย่างเช่นในเกมที่โดน บาร์เซโลน่า ถล่มไป 6-1 ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 16 ทีมสุดท้ายของฤดูกาล 2016-17

เช่นเดียวกับทีมชาติบราซิล ในฟุตบอลโลกปี 2014 ที่บราซิลเป็นเจ้าภาพ ก็ควรเป็นทัวร์นาเม้นต์ของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะกัปตันทีม แต่ความเป็นจริงกลับแตกต่างออกไป 

ซิลวา ถูกวิจารณ์หลังปฏิเสธยิงจุดโทษชี้ขาดกับ ชิลี ในรอบ 16 ทีม จากนั้นก็โดนใบเหลืองแบบไม่จำเป็นในเกมรอบ 8 ทีมที่ดวลกับ โคลอมเบีย จนทำให้ถูกแบนในเกมรอบตัดเชือกที่พบกับ เยอรมัน ก่อนที่ทัพ ‘เซเลเซา’ จะโดนว่าที่แชมป์โลกในครั้งนั้นจัดหนักคาบ้านไป 7-1 

แต่ถึงอย่างนั้น ผลงานโดยรวมของเขาก็ยอดเยี่ยมมากกับ เปแอสเช ด้วยการคว้าแชมป์ระดับเมเจอร์ 18 รายการกับ 8 ปีในถิ่น ปาร์ค เดส์ แพรงซ์ และหวังจะลาทีมไปแบบสวยๆด้วยการคว้าถ้วยบิ๊กเอียร์ น่าเสียดายที่เขาทำไม่สำเร็จ หลังพ่ายให้กับ บาเยิร์น มิวนิค 

ณ ตอนนี้ เขาย้ายมาค้าแข้งใน สแตมฟอร์ด บริดจ์ และอยู่กับเชลซีที่ช่วงที่กำลังเปลี่ยนถ่ายสายเลือดใหม่ ซึ่งก็แสดงให้เห็นว่าเขายังดีพอกับการเล่นฟุตบอลอาชีพระดับสูงอยู่ด้วยการพาทีมคว้าถ้วย ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เป็นสมัยที่ 2 ในฤดูกาลที่ผ่านมา

กองหลังชาวบราซิลเลี่ยน เกือบเสียชีวิตในปี 2005  แต่ปัจจุบัน ซิลวา กลับมีความสุขกับอาชีพค้าแข้งที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้ใคร และไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดในเร็วๆนี้

 

บทความที่เกี่ยวข้อง

ซลาตัน
ห้าวแต่เด็ก : ย้อนเหตุเมื่อซลาตันโผล่ทดสอบฝีเท้ากับคิวพีอาร์